ความเจ็บปวดแล่นแปลบพร้อมๆ กับเลือดแดงฉานไหลทะลักจากปลายนิ้ว หากยู่อี่ยังมองนิ่งอย่างเฉยชา ราวกับคนที่โดนมีดบาดนั้นไม่ใช่ตัวเอง ไม่สิ หากเป็นคนอื่นเธอคงดึงตัวไปล้างแผลทำความสะอาดโดยไว แต่นี่เป็นตัวเอง…
…จะเป็นอย่างไรก็ได้…
หากร้องไห้ออกมาดังๆ ได้คงดีกว่านี้ หากแต่ความรู้สึกมืดหม่นกลับจุกอยู่แค่คอหอย ชวนให้อึดอัดแน่นหัวอก แต่ก็ร้องไม่ออก รู้ว่าร่างกายตัวเองยังปกติดี หากแต่จิตใจกลับใกล้พังทลาย…
…นี่กระมัง ที่เขาเรียกกันว่าอกหัก…
…เข็มซักเล่มยังไม่กระทบถูก แต่เจ็บเหมือนใครเอามีดมากรีดหัวใจ เจ็บเหลือเกิน…
ทั้งที่ทำใจไว้แล้ว…
ทั้งที่อยากให้เขามีความสุข…
หม้อบนเตาส่งเสียงฟู่ ก่อนน้ำเดือดๆ จะล้นไหลรินออกมา ส่งเสียงฉี่ฉ่า เธอก็ยังได้แต่มองนิ่ง ภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้าปราศจากความหมายอันใด…
หากก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือใหญ่เอื้อมมาดึงเธอออกมาโดยแรง ก่อนเขาคนนั้นจะเดินไปปิดเตา จับหม้อร้อนๆ โยนลงอ่างดังโครม ก่อนจะหันมาด้วยสีหน้าถมึงทึงปานยักษ์
“ยืนใจลอยอะไรอยู่หา ยายเด็กโง่ !”
จะเป็นใครได้เสียอีก นอกจากคนผู้นั้น…
ความคิดถึงร้อยพันประดังกันขึ้นมาจนริมฝีปากสั่นระริก หากแต่ยู่อี่กลับได้แต่เบิกตากลมโตจ้องมองคนตรงหน้า ที่จ้องกลับมายังเธอ หน้าตาเครียดเป็นนิจเหมือนเดิม จนเขาทำท่าสังเกตเห็นโลหิตซึมลงบนกระโปรงสีอ่อนที่หญิงสาวสวมใส่จนเป็นจุดด่างดวง ถึงได้ฉุดข้อมือเธอมายังอ่างล้างหน้า เปิดก็อกน้ำล้างแผลให้
เมื่อแน่ใจว่ารูปและสัมผัสนั้นสมจริงเกินกว่าเป็นภาพหลอน ยู่อี่จึงได้แต่ถามเสียงเบา
“ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ…”
“ยังจะมาถาม” ดาเตะขึ้นเสียง แต่ก็ลดลงเมื่อรู้สึกตัว “เสร็จธุระข้าก็กลับมาบ้านน่ะสิ มีปัญหาหรือไง”
ยู่อี่ส่ายศีรษะ เมื่อสับสนเกินกว่าจะเรียบเรียงคำพูด เธอจึงเงียบไปโดยปริยาย ทิ้งให้ชายหนุ่มถอนใจเฮือก ด้วยว่าพอจะเดาความคิดคู่หมั้นได้ลางๆ
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดว่าข้าจะไม่กลับมาอีก”
…ก็แล้วไม่ใช่หรือ… หญิงสาวกัดริมฝีปากก้มหน้านิ่ง แค่กลั้นน้ำตาก็เต็มความสามารถแล้ว จนปัญญาจะต่อปากต่อคำกับคนปากร้าย หากเธอก็ตาลายวูบเมื่อจู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายจับเหวี่ยงขึ้นบ่า
“เดี๋ยวสิคะ จะทำอะไรน่ะ” หญิงสาวร้อง ตกใจจนลืมเศร้าไปชั่วคราว
…เงียบ… แต่ชายหนุ่มกลับสาวเท้าลิ่ว ทำท่าจะก้าวขึ้นบันไดไป
“นี่ คนบ้า ข้าบอกให้ปล่อยนะ !” เมื่อเห็นท่าไม่ดี ยู่อี่จึงรัวกำปั้นใส่หลังอีกฝ่าย หากแต่กล้ามเนื้อแข็งๆ นั้นไม่มีทีท่าจะสะดุ้งสะเทือน ท่อนขาก็ถูกรวบไว้แน่นจนหมดสิทธิแม้แต่จะกระดิก
“ท่านดาเตะ…” เธอพยายามขู่เข็ญอีกฝ่ายอย่างน่ากลัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ถ้าไม่ยอมปล่อยข้าจะกัดหูท่านให้ขาดเลย”
“เออ ก็ลองดูซี่” เขาสวนกลับมา “ขืนเล่นอะไรบ้าๆ มีหวังได้ร่วงลงบันไดคอหักตายกันทั้งคู่นั่นแหละ”
คำขู่ยังทรงพลังเช่นเคย หญิงสาวจึงนิ่งเงียบ ยุดเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น
หากแต่เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เห็นเป้าหมายที่เขามุ่งตรงไปแล้ว ยู่อี่ก็ดิ้นรนสุดแรง หากแต่อ้อมแขนแกร่งกลับยิ่งเพิ่มแรงกดรัดเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก
“ห้องนอน”
ควรทราบว่าแม้เป็นคู่หมั้น แต่ยู่อี่ถูกอบรมมาด้วยหวังต้าเล้งผู้หัวโบราณ ถูกสอนให้เคารพในธรรมเนียมประเพณีอันเข้มงวดของจีน รวมถึงการรักนวลสงวนตัวก็ด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นคู่หมั้น ทั้งสองจึงยังแยกห้องกันนอน แม้จะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ดาเตะก็เป็นสุภาพบุรุษพอจะรักษาสัญญาแต่โดยดี
แล้วนี่เขาคิดจะทำอะไร…
ดาเตะยังคงเงียบสนิท เปิดประตูห้องได้ก็โยนลงร่างคู่หมั้นลงกับเตียง
ยู่อี่ย่อมรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว ยังไม่ทันตั้งตัวสนิทเธอก็ปัดมืออีกฝ่ายทิ้ง ถอยกรูดไปจนติดหัวเตียง จ้องอีกฝ่ายตาวาว ตั้งใจว่าถ้าเขากล้าจะหักหาญน้ำใจก็จะไม่เกรงใจเหมือนกัน
หากแต่ดาเตะกลับนั่งลงบนปลายเตียง มองดูเธอด้วยประกายตาที่คุ้นเคย แววตาที่เต้นยิบๆ อย่างนึกสนุก
แววตาเช่นนั้นทำให้เธอผ่อนคลายลงบ้าง แต่ความรู้สึกอยากร้องไห้กลับเข้ามาแทนที่ ยู่อี่สะบัดหน้าหนี กระเถิบตัวลงจากเตียง
“เลิกล้อเล่นกับช้าเสียทีเถอะค่ะ” เธอพูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าจะให้ข้าช่วยจัดกระเป๋า พรุ่งนี้ข้าจะจัดการให้ วันนี้คงต้องขอตัว”
“เออ เรื่องนั้นน่ะข้าขอแน่” ชายหนุ่มว่า “แต่ข้ามีอะไรอยากให้เจ้าดูก่อน”
พูดไม่พูดเปล่า เขาดึงตัวเธอมาดันให้นั่งลงบนเก้าอี้เบื้องหลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ก่อนตัวเองจะก้มลงเปิดลิ้นชักข้างๆ กดโน่นกดนี่อยู่ซักพัก พื้นก็เด้งออกมาอีกชั้น ที่แท้ยังมีลิ้นชักลับซ่อนอยู่อีกอัน
ในลิ้นชักนั้นปรากฎถุงผ้าเก่าคร่ำคร่า ยู่อี่เห็นแล้วก็จำได้ทันที สมัยเป็นนักเรียนด้วยกัน เธอเคยเห็นเขาซุกถุงผ้านี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อติดกับอกซ้าย ไม่เคยปล่อยให้ห่างตัว และยังทราบว่ามันบรรจุแผ่นป้ายสลักสัญลักษณ์การเป็นผู้นำของสามมารหมัด ผู้เป็นทั้งลูกน้องและสหายที่เขาให้ความเชื่อใจเหนืออื่นใด
ดาเตะหยิบมันขึ้นคลึงเล่นในมือ ก่อนจะยื่นส่งให้เธอ
ยู่อี่รับมาทั้งที่ยังงงๆ มองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นเขาพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เปิดออกดู
เมื่อกระตุกปมเชือกออก และก้มลงมองภายในถุง ป้ายเงินสลักตรา “สามมารหมัด” ก็โดดเด่นแวววาวอยู่ในความมืด มันงามงดจับตาเช่นเคย หากยู่อี่ก็ยังไม่เข้าใจ…
“พลิกดูข้างหลัง”
สำทับมาได้จังหวะ จนหญิงสาวชักจะโมโหขึ้นมาครันๆ นิ้วมือยาวเรียวนั้นจึงพลิกแผ่นป้ายอย่างออกจะกระแทกกระทั้นอยู่บ้าง
หากแต่วัตถุที่ซ่อนอยู่หลังป้ายนั้นก็ทำให้เธอเขม้นมองอย่างประหลาดใจ
เชือก ? แถบผ้า ? ยู่อี่ถือวิสาสะหยิบมันออกมาดูใต้แสงไฟ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจจริงๆ
“ริบบิ้นผูกผมของข้านี่นา”
แม้มันจะหายไปเป็นนาน แต่ยู่อี่ก็จำได้แม่น เนื่องจากมันเป็นริบบิ้นผูกผมชิ้นโปรดที่ท่านลุงหวังซื้อมาให้เป็นของขวัญจาก “ร้านตะวันตก” เธอออกจะถูกใจลูกไม้สีขาวประดับบนผ้าต่วนเป็นมันสีฟ้าอ่อนนั้นอยู่มาก จนผูกติดปลายผมเปียอยู่เป็นประจำ
“ไปอยู่กับท่านได้ยังไง”
“ข้าดึงมามัดแผลกันพิษงูให้เจ้า ไม่รู้ตัวเลยล่ะสิ”
“แล้วไม่เอามาคืนล่ะคะ ข้าหาอยู่ตั้งนาน” หญิงสาวต่อว่า
“ข้าลืม” ดาเตะพูดหน้าตาเฉย แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตจ้องมาอย่างเคืองๆ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ ดึงมือเธอเข้ามากุมไว้ ก่อนจะพูดต่อ
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ลืมหรอก ยู่อี่” กระแสเสียงทั้งเรียบและอ่อนโยน “ข้าว่าจะคืนให้เจ้าตั้งหลายรอบ สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำ… ข้าคิดว่า อย่างน้อยถึงไม่ได้ตัวเจ้า ได้ของแทนตัวเจ้ามาแนบกายก็ยังดี…”
“แต่..ว่า…” ยู่อี่กลับเป็นฝ่ายหน้าแดงฉาน ตะกุกตะกักเสียเอง “ริบบิ้นนี่หายไปตั้งแต่ระหว่างศึกเท็นโจ…”
คราวนี้ดาเตะไม่ตอบคำ กลับมองหน้าเธอนิ่ง ดวงตาแฝงความรู้สึกรุนแรงเสียจนหญิงสาวเป็นฝ่ายต้องหลบตา แม้จะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายรวบตัวไปนั่งบนตัก เธอก็ไม่ได้ขัดขืน
“ข้ารักเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ยู่อี่” คำหวานกระซิบใกล้หู “ทั้งรักทั้งหวง ไม่อยากให้ใครกระทบถูกเจ้า ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เจ้าทั้งนั้น ความจริงข้าอยากให้เจ้าถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินตลอดไปด้วยซ้ำ” ว่าแล้วก็ก้มลงหอมแก้มหนึ่งฟอด
“จะได้เก็บไว้เป็นของข้าคนเดียว”
“ขี้โกหก…” ยู่อี่บ่นอุบอิบ
“ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้า” เขาว่า “แต่ฟังให้ดีล่ะ ยู่อี่ เรื่องในอดีตข้าทำอะไรกับมันไม่ได้ อะไรที่เกิดขึ้นข้าก็ต้องรับผิดชอบ แต่ตอนนี้ และจากนี้ไป ผู้หญิงที่ข้าจะรัก มีเพียงเจ้าเท่านั้น”
ยู่อี่ไม่ตอบคำ หากแต่เอนร่างซุกหน้าลงกับแผงอกหนา ปล่อยน้ำตาให้ไหลริน เธอรู้ รู้ดีทีเดียวว่าดาเตะหมายความเช่นนั้นทุกคำพูด หากแต่ประสบการณ์วัยเด็กก็สอนให้เธอรู้ว่าไม่มีอะไรจีรัง ครอบครัวที่รัก หุบเขาต้นท้อที่งดงามถูกทำลายสิ้นในชั่วคืน… นับประสาอะไรกับลมปากคน อารมณ์ของมนุษย์
แต่กระนั้นยู่อี่ก็อยากจะเชื่อ…
…ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ข้าจะไม่มีวันเสียใจที่ได้รักคนผู้นี้…
เธอแอบอิงร่างคู่หมั้น ดึงมือเขาขึ้นมากัดเบาๆ ที่ข้อนิ้ว ก่อนจะถูกอีกฝ่ายเชยคางขึ้นจูบซับน้ำตา หนวดเคราสากๆ ขึ้นครึ้มบาดผิวแก้มจนจั๊กจี๋ ยู่อี่หัวเราะกิ๊ก หากเสียงใสก็ขาดหายไปกลางคัน เมื่อริมฝีปากคู่นั้นเลื่อนลงมาทาบทับ หนักแน่นและเนิ่นนาน…
เมื่อรู้สึกตัว ยู่อี่พบว่าตนกำลังหลอมละลายอยู่ในอ้อมแขนคู่นั้นเช่นเคย ราวกับว่าโลกทั้งโลกหายไป มีเพียงสัมผัสวาบหวามที่เขากำลังปรนเปรอให้เท่านั้น…
“ท่านดาเตะ…ยั้งมือก่อนนะคะ” หญิงสาวแข็งใจยันอกอีกฝ่ายให้ออกห่าง
“ไม่ยั้งไม่ได้หรือ…” เสียงตอบอู้อี้ดังมาจากซอกคอขาวผ่อง
“ไม่ได้เจ้าค่ะ สัญญากันแล้วนะ..”
คำนั้นคงจะส่งผล ดาเตถอนใจชะงักมือที่ไล่ไปตามผิวอ่อนนุ่ม ลุกขึ้นมาจุมพิตหน้าผากแรงๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะผละลุกขึ้นยืน
“วันนี้เจ้านอนเสียที่นี่แหละ ข้าจะอยู่ทำงานต่ออีกหน่อย”
“ไม่ดีหรอกค่ะ มาแย่งเตียงท่าน” ยู่อี่แย้ง ขยับจะลุกขึ้น หากก็โดนอีกฝ่ายปรามดุๆ
“ไม่ต้อง กลับไปห้องตัวเองเดี๋ยวเจ้าก็เกิดคิดมากนอนร้องไห้เสียใจอีก คิดแล้วข้าไม่มีสมาธิทำงาน”
“ท่านดาเตะบ้าแล้ว ข้าไม่เคยนอนร้องไห้ซักหน่อย !” หญิงสาวว่าหน้าแดงก่ำ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเครียดขมึงใส่ ก็จำต้องเอนตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
เห็นดังนั้นแล้วดาเตะนั่งลงบนเก้าอี้จดจ่อกับงาน แว่วเสียงพลิกตัวไปมาสองสามที หันไปอีกครั้งเจ้าหล่อนก็เงียบไปเสียแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมองดูใกล้ๆ ยู่อี่นอนตะแคงซุกหน้าลงกับหมอน ท่าทางกำลังหลับสบาย…สบายเสียจนไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวแม้เขาจะยื่นมือไปปัดปอยผมที่ระหน้าผากเบาๆ
“ยายเด็กโง่…” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง “ต่อให้เป็นคู่หมั้น ข้าก็ยังเป็นหมาป่านะยู่อี่ หัดระวังตัวเสียบ้างซี่”
rewrite 5
February 9, 2012 at 9:52 am (Uncategorized)
rewrite 4
January 6, 2012 at 9:33 am (Uncategorized)
Yue : Prelude
ความอึดอัดประหนึ่งถูกฝังอยู่ในโลงศพที่ขนาดเล็กกว่าตัวบีบเค้นเข้ามาทุกทาง แม้คิดดิ้นรนแต่ร่างกลับชานิ่งประหนึ่งถูกเชือกที่มองไม่เห็นพันธนาการ กระทั่งลมหายใจยังติดขัด เด็กสาวตัวสั่นระริก บางส่วนในใจรู้ดีว่านี่เป็นความฝัน เป็นเพียงฝันร้ายจากอดีตที่ตามมาหลอกหลอน ทว่ากลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งถึงปลายจมูกส่งจิตใจให้ผวาเกินระงับเช่นทุกครั้ง
“ท่านปู่! ท่านแม่ ! อยู่ที่ไหน !” เด็กสาวระล่ำระลั่กกรีดร้องอยู่ในความฝัน “ปล่อยข้าออกไปเถอะ ! ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย ท่านพี่ !”
หากสิ่งที่กลับมามีเพียงความเงียบงัน เด็กสาวจึงกลั้นใจยกมือที่ชาหนึบขึ้นทุบเพดานเหนือศีรษะเต็มแรง หากสิ่งที่ดูเหมือนพื้นปูนกระด้างกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินโคลน ฉุดมือทั้งสองให้จมลึกเข้าไปในความมืดเหนียวและเย็นเยียบจนถึงข้อศอก ผิวหน้าดินโคลนจะแปรปรวนดุจระลอกคลื่นก่อนจะรวมตัวกันสร้างเป็นเค้าหน้าของบุรุษที่เธอชังหนักหนา
“….” คราวนี้แม้เสียงก็ไม่อาจเปล่งจากลำคอ เด็กสาวจ้องเขม็งไปยังเค้าหน้าที่กำลังส่งยิ้มแสยะให้ ก่อนที่มันจะก่อตัวเป็นรูปร่างยืดแขนขาออกมา ราวกับบุรุษผู้นั้นกำลังจะรั้งตัวเธอเข้าสู่อ้อมแขน หากเธอกลับทำได้เพียงแค่เบิ่งตามอง จมูกได้กลิ่นคาวหะเหียนและกลิ่นเน่าของซากดึกดำบรรพ์โชยคละคลุ้งรุนแรงขณะที่เงื้อมมือเอื้อมใกล้เข้ามา สัมผัสเย็นชาถึงขั้วหัวใจแตะเข้าที่ใบหน้า…
“ยู่อี่ !”
เด็กสาวผวาขึ้นด้วยกำลังแรงตามเสียงเรียก ก่อนจะถูกมือหนากระชากให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
ยู่อี่กระพริบตาปริบๆ แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนให้เห็นเจ้าของมือที่เขย่าตัวอยู่ ศีรษะล้านเหลือผมเพียงกระจุกเดียวรวบไว้กลางศีรษะ ดวงตาเย็นชายาวเรียวตวัดชี้ รอยสักยันต์รอบหน้าผาก หากเป็นคนอื่นเจอใบหน้าเช่นนี้จับจ้องในระยะใกล้ไม่แน่ว่าจะต้องตื่นตระหนกจนขวัญบิน หากแต่สำหรับเด็กสาวแล้ว นี่เป็นใบหน้าที่อบอุ่นคุ้นเคยที่สุดในชีวิต
“ท่านลุงหวัง…” เธอกระซิบ
คนตรงหน้าขมวดคิ้ว
“หนีมานอนห้องสมุนไพรอีกแล้วหรือ เจ้าเด็กโง่ ข้าบอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้กลับไปนอนเตียงให้ดีๆ”
เด็กสาวยิ้มเฝื่อน รู้สึกถึงความปวดหนึบที่ต้นคอและสันหลังไล่ขึ้นมาทันที เมื่อวานมีสมุนไพรยกใหม่ส่งมาถึง หากว่าด้วยอุบัติเหตุในการขนส่งตัวยาจึงปะปนกันเสียเกือบครึ่ง เธอสาละวนคัดแยกมันอยู่ดึกดื่นค่อนคืน กว่าจะเสร็จสิ้นก็ทั้งเหนื่อยทั้งคร้านเกินกว่าจะเดินกลับไปห้องตัวเอง จึงแอบฟุบหลับกับโต๊ะอย่างที่เคยทำอยู่เป็นประจำ…
หวังต้าเล้งเห็นบุตรสาวบุญธรรมหัวหูยุ่งเหยิง ใต้ตาเป็นรอยดำช้ำ หนำซ้ำยังมีรอยคราบน้ำตาเป็นทางก็สุดจะทนดูอยู่ได้ ได้แต่ออกปากไล่อีกฝ่ายไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียโดยไว
เมื่อเด็กสาวล่าถอยไปแต่โดยดีแล้ว หวังต้าเล้งจึงได้โอกาสมองสำรวจรอบห้องเก็บสมุนไพร หลังจากกวาดตามองบนชั้นสองสามที เปิดลิ้นชักสองสามตู้ แกก็ได้ข้อสรุป
… สมุนไพรทั้งห้าร้อยชั่งนั่นจัดการเสร็จสิ้นแล้ว…
ปกติสมุนไพรที่ปนกันเละเทะขนาดนี้ ถ้าเป็นหมอสมุนไพรระดับพื้นบ้านก็ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ต่อให้เป็นพ่อเฒ่าผู้เชี่ยวชาญพร้อมลูกมือก็ไม่แน่ว่าสามวันจะเอาอยู่ หากเด็กสาวอายุเพียง 16 จัดการคนเดียวก็เสร็จสิ้น ในสภาพหมดจดไร้ที่ติ
หวังต้าเล้งถอนหายใจ…
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ท่านลุง”
เด็กสาวก้าวเข้ามาในห้องกินข้าว เส้นผมที่ยุ่งเหยิงเมื่อยามเช้าถูกถักรวบเป็นเปียเดี่ยวเงางามยาวลงมาถึงเอว ดวงตากลมโตดำขลับส่องประกายเฉลียวฉลาด แม้จะสวมเพียงเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายสีพื้นเรียบง่ายก็ยังดูสดใส
ผู้เฒ่าพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อยก่อนขยับตะเกียบพุ้ยข้าวต้มเข้าปากเงียบๆ ผู้อ่อนวัยกว่าจึงได้แต่นั่งลงปฎิบัติตาม แม้พยายามจะหยิบยกหัวข้อขึ้นมาพูดคุย ผู้สูงวัยก็เพียงแต่ส่งเสียงตอบรับในลำคอ การสนทนาจึงขาดตอนลงโดยไว โต๊ะอาหารเหลือแต่ความเงียบงัน
…ท่านลุงยังโกรธเรื่องเมื่อเช้าอยู่หรือเปล่านะ…
เด็กสาวชักใจคอไม่ดี จริงอยู่ที่ทำให้ท่านเป็นห่วง แต่ท่านลุงก็เป็นคนกำชับกับเธอเองให้ ‘จัดการให้เร็วที่สุด’ นี่นา… กับข้าวเริ่มฝืดคอ ลิ้นแทบไม่รับรู้รสชาติซุปเยื่อไผ่ที่คนครัวอุตส่าห์เคี่ยวมาสองวัน หาก…
“ยู่อี่”
“เจ้าคะ” เด็กสาวรับคำโดยอัตโนมัติ
“วันนี้ว่างหรือเปล่า”
“สมุนไพรจัดเสร็จไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วันนี้ก็ไม่มีอะไรพิเศษล่ะเจ้าค่ะ”
“ดี งั้นเดี๋ยวเข้าเมืองไปซื้อของกับข้า กินข้าวเสร็จไปเตรียมตัวไว้”
“เอ๋…?”
ยู่อี่เงยหน้า อดดีใจแกมแปลกใจไม่ได้
ท่านลุงและหลานบุญธรรมคู่นี้ปกติอาศัยอยู่ในหอลับแล อันเป็นหอคอยตั้งอยู่บนยอดเขาโกโรโฮอันสูงลิบ โดยมากมักเก็บตัวค้นคว้าวิชาแพทย์แผนจีนโบราณพร้อมกับลูกศิษย์ลูกหาและคนรับใช้อีกไม่กี่คน นานครั้งหรอก หรอกท่านลุงจึงจะอนุญาตให้ลงเขาไปเที่ยวเล่นในงานเทศกาลบ้างได้บ้าง
“จะแปลกใจทำไม” ผู้สูงอายุขมวดคิ้ว “วันนี้วันเกิดครบรอบสิบหกปีของเจ้าไม่ใช่หรือ”
“อ้อ จริงสินะคะ…” คราวนี้ผู้อ่อนวัยกว่ากลับกลายเป็นฝ่ายนั่งก้มหน้าเงียบ ตั้งหน้าตั้งตาพุ้ยข้าวต้มกินเสียเอง
ยู่อี่กระพริบตาถี่ๆ แสงอาทิตย์แรงกล้าที่ส่องผ่านม่านโปร่งก่อกวนเสียจนต้องออกจากโลกแห่งนิทรา เด็กสาวขยับจะยันตัวลุกขึ้น หากศีรษะกลับปวดแปล็บราวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จนต้องทิ้งร่างลงบนที่นอนอีกครั้ง
หากเมื่อความปวดศีรษะค่อยคลายและประสาทสัมผัสฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้ว เด็กสาวก็สัมผัสได้ว่าเตียงโยกไหวน้อยๆ เป็นสัมผัสที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
บนเรือ !
คราวนี้เธอลุกพรวดไปเกาะขอบหน้าต่าง ไม่ใยดีกับอาการปวดหัวที่แลดูจะหนักหน่วงขึ้นเป็นสิบเท่าเมื่อต้องเจอแสงแดด แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าสุดลูกหูลูกตาล้อมรอบไปด้วยระลอกคลื่นสีฟ้าครามไพศาล กว้างใหญ่ยิ่งกว่าแม่น้ำหวงโฮเป็นร้อยเท่าพันเท่า
นี่คือทะเล… ทะเลที่ท่านลุงหวังสัญญาว่าจะพามาเที่ยว…
แล้วท่านลุงหวัง..?
หากสายตาก็ไปสะดุดกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มร่างสูงโดดเด่นออกมาจากฝูงชน ไม่ใช่เพราะความสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะดวงตาคมกล้าและรอยแผลเป็นบนใบหน้า หากสิ่งที่ดึงความสนใจของเด็กสาวได้มากที่สุด ยังคงเป็นกระดุมสีเงินที่ส่งประกายแวววาวอยู่ปกเสื้อ
‘ตราประทับดอกซากุระ..!’
ใจลิงโลดขึ้นมาแทบจะระงับไม่อยู่ ยู่อี่ร่ำๆ จะกระโดดออกไปเค้นคอคนผู้นั้น ให้เขาพาไปหาท่านเอดะจิม่าอะไรนั่นเสียโดยไว ทว่ายังชะงักฝีเท้าไว้ได้ทัน
…โรงเรียนลูกผู้ชาย… สถานที่ที่ลุงหวังตั้งใจจะส่งเธอไป เป็นสถานที่เช่นไรกันแน่… ตลอดสามวันนี้เธอนั่งคิดใคร่ครวญมาตลอดเนื่องจากไม่มีอย่างอื่นให้ทำ ที่นึกออกก็มีเพียงว่าชื่อ “เอดะจิมะ เฮฮาจิ” นั้นคงเป็นสหายเก่าแก่ของท่านลุง ที่เธอเคยได้ยินชื่ออยู่สองสามครั้ง
แม้จะไม่คิดเคลือบแคลงในเจตนาดีของท่านลุงและผู้ (ที่คงจะเป็น) สหายรักของท่าน แต่คนที่กำลังเดินผ่านไปนี่สิ ดูอย่างไรก็ยากจะมองเป็นตัวดีไปได้ รอยแผลสักหกหน้าเป็นหลักฐานแสดงความเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ หากแต่เมื่อมาปรากฎบนใบหน้านั้นมันกลับยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความเป็นชายชาตรี แข็งแกร่งและแกร่งกร้าว… แกร่งจนเกินไป ราวกับทั่วร่างแผ่รังสีเป็นหนามแหลมกร้าวพร้อมจะทิ่มแทง…
จู่ๆ ยู่อี่ก็รู้สึกว่าชีพจรตัวเองเต้นระรัวอย่างประหลาด… ลมปราณก็โคจรไม่คงที่
กลัว..งั้นเหรอ ? หรือว่าตื่นเต้น…?
คงจะใช่ ตั้งแต่ออกจากจีนมาประสาทก็ตื่นตัวมาตลอด แม้จะหลับก็หลับไม่สนิท สภาพใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มที ยิ่งได้เจอเบาะแสไม่ขาดฝัน ร่างกายก็ต้องมีปฎิกริยาเป็นธรรมดา
คิดหาคำอธิบายให้ตัวเองได้สำเร็จ ยู่อี่ก็ค่อยสงบใจได้
…ตามไปเถอะ แอบตามไป จะอย่างไรเขาก็คงเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนลูกผู้ชาย ไปถึงที่โน่นแล้วถ้าเราเข้าใจผิด ค่อยขอโทษก็ยังไม่สาย…
เด็กสาวดึงเสื้อคลุมให้หลุบต่ำลงมายิ่งขึ้น ก่อนจะสาวเท้าตามไป ฝีเท้าในรองเท้าผ้าแบบจีนนั้นไร้เสียงไม่ต่างจากก้าวย่างของแมว วิชาตัวเบาที่ได้รับการถ่ายทอดจากหวังต้าเล้งกลับสูงล้ำไม่น้อย
ยู่อี่ฟื้นสติอย่างเลือนลาง สัมผัสบ่งบอกว่าตนกำลังซบอยู่บนหลังใครบางคน กว้างและอุ่นสบาย
…เหมือนท่านลุงหวังเลย…
เป็นความคิดที่ผุดขึ้นอย่างเลือนลาง ก่อนมันจะจมวูบลงไปอีกครั้งพร้อมสติสัมปชัญญะ…
“ไอ้ชั่วววววววววว” “ไอ้คนใจโหดลงไม้ลงมือกับผู้หญิง” “ผู้ชายอะไรน่าอ๊ายน่าอาย” ฯลฯ
ดาเตะปล่อยให้คำด่าประณามจากเหล่าสหายเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พอเจ้าโทร่ามารุจอมสอใส่เกือกรู้เรื่องแม่สาวน้อยเจ้าปัญหานั่นเข้า มันก็รีบตั้งตนเป็นหัวหอกกระจายข่าวพร้อมช่วยตอกไข่ใส่สี จนแทบจะกลายเป็นว่าเขาย่ำยีทรมานเด็กสาวที่ร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตอย่างไม่ปราณีจนสาแก่ใจไปโน่น กระทั่งสามมารหมัดยังเริ่มมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
ไอ้เวรนี่… ยังแค้นจากศึกปาเร็นเซย์ฮะอยู่จริงๆ ด้วย…
ดาเตะกัดฟันกรอด ลอบสาบานในใจว่าครั้งหน้าจะเป็นคนถีบมันตกบ่อน้ำมันเดือดให้จงได้
“น่ารักซะด้วย” โทงาชิเป่าปากเปี๊ยว
ความจริงการใช้ชีวิตในที่แห้งแล้งสตรีเพศอย่างโรงเรียนลูกผู้ชาย ต่อให้ลิงตัวเมียเดินมาโทงาชิมันก็คงชมว่าน่ารักอยู่ดี ท่านรองฯ ค่อนขอดในใจ
ทั้งปวงใจจดจ่อกับเนื้อหาที่ยิ่งทวีความเผ็ดร้อนจนลืมใส่ใจไปสนิทว่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับชักจะดังขึ้นทุกขณะ พอโทงาชิเริ่มเอะใจว่าบานประตูสั่นแปลกๆ พลันก็เกิดเสียงควาก ตามด้วยบานประตูที่ล้มเสียงสนั่นส่งให้สามสี่คนที่ยันกันอยู่ล้มหัวคะมำเข้ามาในห้องดังป้าบ
และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ดาเตะได้เห็นดวงหน้านั้นเต็มตา ผิวขาวผ่องรับกับดวงตากลมโตดำขลับที่กำลังเบิกกว้างนั้นพอจะรับคำว่า “น่ารัก” ของเจ้าโทงาชิได้อยู่ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็จืดๆ จ๋อยๆ เหมือนเต้าหู้ไม่มีผิด
*************************
“ท่านดาเตะเจ้าคะ เตียงนี้มีไว้สำหรับให้คนเจ็บ ถ้าจะมางีบก็ขอเชิญที่ห้องเรียนเถอะค่ะ”
แต่ก็เห็นด้วยว่าเทียบกับในหอชายที่อยู่กันแบบตามมีตามเกิด เห็ดราแทบจะงอกขึ้นที่มุมห้องแล้ว เตียงสะอาดหอมกลิ่นแดดของห้องพยาบาลดีกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด
*************************
โทร่ามารุและโทงาชิ สองคู่หูกำลังเดินอ้าปากหาวอย่างซังกะตายมาถึงหน้าโรงเรียน เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงทักแว่วมาจากด้านหลัง
“เจ้าหนุ่ม ที่นี่โรงเรียนลูกผู้ชายใช่ไหม”
เหลียวไปก็เห็นว่า เจ้าของคำถามเป็นคนร่างสูงโปร่ง สวมใส่ชุดจีนโบราณห้อยกระบี่ราวกับหลุดออกมาจากหนังจอมยุทธ์ บนศีรษะยังสวมหมวกไม้ไผ่สานใบใหญ่ดึงลงมาปิดหน้ามิดชิด
แม้จะชินกับ “คนแปลก” ในโรงเรียนแล้ว โทร่ามารุก็อดอ้ำอึ้งไม่ได้ก่อนตอบไป
“ชะ ใช่”
“งั้นหรือ ขอบใจเจ้า”
ว่าแล้วอีกฝ่ายก็เดินลิ่วจะเข้าประตูไป หากโดนโทงาชิที่ตั้งสติไว้ดีกว่าคว้าแขนเสื้อไว้ได้ทัน
“ช้าก่อนซี่ อาเฮีย มีธุระอะไรบอกกันก่อนไม่ได้หรือไง”
“ธุระของข้าไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า” อีกฝ่ายว่าเสียงเย็น สะบัดชายแขนเสื้อให้หลุดจากการเกาะกุม
“อ้าว พูดแบบนี้ก็สวยสิ” เจ้าเสือเลือดร้อนโมโหแทนเพื่อน “โรงเรียนเราไม่ใช่ที่สาธารณะ จะไปจะมาได้ง่ายๆ นะเฟ้ย”
“งั้นหรือ” ผู้มาเยือนแค่นเสียง “งั้นเจ้าก็ไปตามแม่นางน้อยที่ชื่อยู่อี่ออกมาก็แล้วกัน บอกว่ายั่วหลานมีธุระกับนาง”
“ยั่วหลาน…” โทงาชิทวนคำชื่อที่ไม่คุ้นหู หากสะดุดใจกับคนที่มีอีกฝ่ายมีธุระด้วยมากกว่า จึงตวัดเสียงถาม “แกเป็นอะไรกับยู่อี่”
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า” อีกฝ่ายสวน ความหงุดหงิดฉายชัดในกระแสเสียง “แล้วก็อย่ามาเรียกชื่อยู่อี่ของข้าห้วนๆ”
“แกว่าใครเป็นของแก” โทงาชิฉุนกึก “อย่ามาว่ายู่อี่เสียๆ หายๆ นะเฟ้ย”
“นางจะเสียหายเพราะมาเกลือกกลั้วอยู่กับพวกแกนั่นแหละ” ผู้มาเยือนว่าเสียงเรียบ “ขอเตือนนะไอ้หนุ่ม รีบไปเรียกยู่อี่ออกมาก่อนข้าจะมีน้ำโหดีกว่า”
ยังไม่ทันขาดคำ หมัดขวาลุ่นหนักหน่วงก็พุ่งตรงมา หากก็จั่วลมวืดจนชายหนุ่มหน้าบากถลาหัวทิ่ม ก่อนจะรู้สึกว่าโดนของแข็งเคาะเข้าเบาๆ ที่บั้นเอวแต่ขากลับชาวูบจนล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น
“เฮ้ย โทงาชิ !” โทร่ามารุวิ่งไปหาเพื่อน ทั้งงงทั้งโมโห หากแต่เมื่อเห็นผู้มาเยือนเดินอาดๆ เข้ารั้วโรงเรียน ก็รีบวิ่งไปดักหน้าไว้ก่อนตวาดสำทับ
“คิดจะเข้าโรงเรียน ต้องข้ามศพข้าไปก่อน !”
“ย่อมได้” ผู้มาเยือนปลดกระบี่จากบ่า “เจ้าเสนอข้าก็ยินดีสนอง”
ขณะเดียวกัน สึบากิยามะและผองเพื่อนที่เดินตามกันมาจากหอก็กำลังอ้าปากค้างมุงอยู่ห่างๆ
“เอาไงดีล่ะหว่า” ฮิเดมาโร่กลืนน้ำลายเอื๊อก
“เอางี้” ทาซาว่าคนหัวใสมีไอเดียเช่นเคย “แว่วๆ ว่ายังไงเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับยู่อี่ แยกกันเป็นสองฝ่ายไปบอกยู่อี่กับโมโมะก่อนไม่ดีกว่าเรอะ ขืนเขาเป็นคนรู้จักกันขึ้นมาจริงๆ จะทำไง”
…เป็นความจริงอย่างที่สุด ถ้ายั่วหลานมาช้ากว่านี้อีกนิด และได้เจอกับแก๊งค์นี้แทนที่จะเป็นสองคู่หูจอมโวยวาย เรื่องมันอาจจะไม่เอิกเริกถึงเพียงนี้ก็เป็นได้…
ยู่อี่เบิกตากว้างทันทีที่ได้ยินชื่อยั่วหลาน และยิ่งเบิกตากว้างขึ้นรู้ว่าคนดังกล่าวกำลังตีกับสหายร่วมโรงเรียนอยู่ที่ประตูหน้า เธอลุกพรวดขึ้นเปิดหน้าต่างออก และกระโจนออกไปจากชั้นสามท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน เมื่อกรูกันไปมุงที่หน้าต่าง พวกทาซาว่าก็เห็นแต่เพียงร่างบางๆ ทะยานไปอย่างเงียบกริบราวนางแอ่นโฉบเท่านั้น
“ทำไมหุนหันแบบนี้นะ” ฮิเดมาโร่กระทืบเท้า “โอ๊ย รีบมากันเร็วๆ เข้าเถอะ โมโมะ ดาเตะ”
เมื่อยู่อี่ไปถึงที่เกิดเหตุนั้น เหล่านักเรียนและครูพากันตั้งวงล้อมไว้หนาแน่นเสียจนมองไม่เห็น เธอกลั้นใจแหวกฝูงชนไปถึงด้านในแล้วก็ต้องอึ้ง เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งในชุดจีนกำลังเอาฝักกระบี่จี้คอหอยโทร่ามารุที่นอนแผ่หมดสภาพจนต้องร้องออกไปดังๆ
“พี่ยั่วหลาน !”
คราวนี้ร่างนั้นหันขวับมาทันที น้ำเสียงเบิกบานขึ้นทันตา
“ยู่อี่!”
“ใช่พี่จริงๆ…” ยู่อี่ร้องคราง ปราดเข้าไปยุดมือที่ถือกระบี่ของอีกฝ่ายไว้ “ไม่ได้นะ อย่ารังแกเพื่อนข้านะคะ”
“ไอ้กุ๊ยนี่น่ะหรือเพื่อนเจ้า” อีกฝ่ายขมวดคิ้วอยู่ใต้หมวกใบกว้าง “ก็มันไม่ให้ข้าพบเจ้า จะสั่งสอนซักหน่อยมันผิดตรงไหน”
ยู่อี่ไม่ว่าอะไรหากถอนใจเฮือก นึกเดาได้รางๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ใจร้อนเป็นไฟกันทั้งคู่… เธอก้มลงจะไปดูอาการเพื่อนรัก หากก็ถูกคนตรงหน้าจับคางให้เชิดขึ้นเสียก่อน
“ไหน ให้ข้าดูหน้าชัดๆ หน่อยสิ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นี่เจ้าผอมไปหรือเปล่า”
“พี่ยั่วหลานนี่ล่ะก็…” เด็กสาวปัดมืออีกฝ่ายทิ้งเขินๆ หน้าแดงระเรื่อ “รู้จักกาละเทศะบ้างเถอะค่ะ คนมองกันเต็ม…”
อย่างที่ยู่อี่พูด ตอนนี้ขามุงมาประดังกันแทบว่าจะทั้งโรงเรียน หนึ่งคือเพื่อมาดูหน้าคนบ้าที่กล้ามาเรื่องถึงโรงเรียน สองคือเพื่อกระชากคอมาถามว่าแกเป็นอะไรกับยู่อี่ สาม เพื่อมาดูหน้ายู่อี่ซึ่งหน้าแดงเขินอายแล้วน่ารักเป็นบ้า
หากฉับพลัน เสียงแหบห้าวก็ดังก้อง
“มือกระบี่…” ราวคำราม “ข้าไม่รู้ว่าแกเป็นใคร แต่ถ้ามาหาเรื่องกันในที่นี้ก็ถือว่าหยามหน้ากันเกินไปแล้ว”
คำพูดนั้นดังมาจากร่างสูงใหญ่เด่นสะดุดตา ผมสีเงินยวงทั้งศีรษะ
“รุ่นพี่อาคาชิ…” ยู่อี่พลันตระหนก เธอหันขวับไปกั้นทั้งสองไว้พลางร้อง
“ขออภัยด้วยเถอะค่ะ รุ่นพี่ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน พี่ยั่วหลานเป็นพี่สาวข้าเอง”
คำพูดสั้นๆ นั้นมีฤทธิ์รุนแรงราวฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา โทงาชิยันตัวขึ้นร้องเสียงสั่นๆ
“พี่สาวเรอะ !?!”
ชะรอยจะเห็นว่าเห็นกับตาน่าจะเร็วกว่ามานั่งอธิบาย ยู่อี่โหย่งตัวขึ้นร้องเบาๆ “ขออภัยเจ้าค่ะท่านพี่” ก่อนจะฉวยหมวกฟางปีกกว้างนั้นออกมา
ผมยาวดำสนิทถูกรวบไว้เป็นทรงหางม้ายาวรับกับใบหน้ายาวเรียว เช่นเดียวกับดวงตาโค้งเรียวราวจันทร์เสี้ยว หากจมูกโด่งยาว ริมฝีปากบางและกว้าง อาจไม่งามน่ารักเท่ายู่อี่ แต่ใบหน้านั้นให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็นราวบ่อน้ำลึก
นอกจากคิ้วขมวดแสดงความไม่พึงพอใจอย่างชัดเจนแล้ว ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกอีกว่าเจ้าตัวใจร้อนเป็นไฟ
จนยู่อี่หันไปกระตุกแขนเสื้อเบาๆ นั่นแล้ว คิ้วนางจึงคลายอาการขมวดลงหน่อย และประสานมือก้มศีรษะลง
“ตามที่ยู่อี่พูด ข้าไม่มีเจตนาจะลบหลู่โรงเรียนลูกผู้ชายแต่อย่างใด แค่แวะมาเยี่ยมน้องสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน หากเสียมารยาทไปบ้างต้องขอออภัย”
น้ำเสียงคราวนี้ราบลื่นละมุนหูจนยู่อี่ค่อยคลายใจ แม้รุ่นพี่อาคาชิก็ยังแค่นเสียงเฮอะก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากวง ยู่อี่เองก็หันไปแจ้งอ.หนวดที่มุงอยู่มุมหนึ่งว่าจะขอตัวออกนอกโรงเรียนชั่วครู่ (โรงเรียนนี้ห้ามผู้หญิงเข้าจ้ะ) หากในตอนนั้นเอง ร่างใหญ่โตของผอ.ก็ปรากฎพร้อมเสียงลากเกี๊ยะแกรกกราก
“ไม่ต้องหรอก หวังต้าเล้งแจ้งข้ามาแล้ว ขึ้นไปคุยกันที่ห้องพยาบาลของเจ้าเถอะ ยู่อี่”
“ได้หรือคะ ท่านผอ.” เด็กสาวร้อง ก้มศีรษะต่ำลงขอบคุณ ยั่วหลานเองก็เช่นกัน
ยั่วหลานกำลังสนุกสนานแทบตาย
นางกำลังสนุกเพลิดเพลินอย่างยิ่งจริงๆ ทั้งที่ก่อนมายังแช่งด่าหวังต้าเล้งที่เสือกไสน้องสาวที่น่ารักของนางเข้าสู่ปากฝูงหมาอย่างไม่ขาดปาก
ยู่อี่งามน่ารักขึ้นทุกวัน กระทั่งนางก็ยังรู้สึกได้ ความสดใสบริสุทธิ์กำลังกลายเป็นความงามอ่อนหวานอย่างหญิงสาวเต็มตัว เหมือนดอกตูมใกล้แย้มบาน
แต่ที่สนุกก็คือปฎิกริยาของรอบข้าง
“อ้อ นี่ไม่ใช่การขอโทษหรอกนะ แค่อยากบอกให้รู้ไว้”
ยั่วหลานกระซิบเมื่อเดินกรายผ่านเขาไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“ที่ข้าพูดเมื่อตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องโกหก”
*************************
และก่อนที่เขาจะคว้าไว้ได้ทัน ยู่อี่ก็กระโดดออกไปนอกหน้าต่าง
จากชั้นสาม !
ดาเตะถลันพรวดไปทันได้เห็นร่างเล็กๆ ร่อนลงสู่พื้น ก่อนจะโจนพรวดไปข้างหน้าต่อราวกับเหินบิน ไม่ทันไรก็มาถึงหน้าประตู ที่พรรคพวกยังล้อมแขกแปลกหน้าคนหนึ่งไว้ ยู่อี่แหวกวงล้อมพรวดเดียวก็โผล่ไปถึงตรงกลาง ไปหยุดอยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้านั้น ชะงักนิ่งไปนิดหนึ่ง นิดเดียว
**************
ในฝัน…
นาตาเชียยืนอิงกรอบหน้าต่าง แสงจันทร์ยวงที่ส่องเข้ามาขับเรือนผมสีน้ำตาลอมทองหยักสลวยให้สุกปลั่ง นวลเนื้อที่เห็นวับแวมใต้ชุดลูกไม้สีดำขาวผ่องดุจน้ำนม เรือนร่างเป็นส่วนผสมของเชื้อชาติตะวันอกและออกอย่างลงตัว ได้สัดส่วนกลมกลึงไปทั้งเนื้อทั้งตัว แม้ประติมากรรมชั้นเลิศก็คงไม่งามยวนใจเท่า
เมื่อเธอหันมาเผยยิ้มน้อยๆ ดาเตะจึงไม่อาจทำอย่างอื่นได้นอกจากจะเดินเข้าไปโอบเอวร่างนั้นเข้ามาประชิด ก้มลงจุมพิตริมฝีปากอิ่ม กลิ่นหญิงสาวเต็มวัยหอมกำซาบ ผิวสัมผัสใต้ผ้าลูกไม้บางทั้งนุ่มและอุ่น ชวนให้สัมผัสและซุกไซ้
ทว่าก่อนจะได้เตลิดไปอย่างใจอยาก จู่ๆ ร่างในอ้อมแขนก็ผลักเขาออกอย่างรุนแรง ดาเตะแค่ชะงักไปนิดหนึ่ง แรงผู้หญิงทำอะไรเขาไม่ได้หรอก หากแต่ที่เขานิ่งอึ้งไปก็ด้วยเห็นว่า..
คนที่ตัวเองกำลังคว้าอยู่ก็คือยู่อี่
เด็กสาวขืนตัวไว้ไม่ยอมซบกับอ้อมอกเขา ใบหน้าเบือนไปทางอื่นแต่ยังเห็นรอยน้ำตาไหลเป็นทาง ริมฝีปากแดงผะผ่าวด้วยรอยจูบเมื่อครู่เม้มแน่น
“ยู่อี่ ! นี่เจ้า…” ดาเตะเองก็ตระหนกไม่น้อย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะอาละวาด เขาก็เอื้อมมืออีกข้างไปตะปบบ่าบอบบางไว้ หมายจะเตือนให้สงบใจลง
หากเมื่อดันตัวอีกฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน เขาก็ต้องนิ่งอึ้งไปอีกรอบ เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าสวมเพียงแค่ชุดซับใน เผยผิวเนียนละเอียดและเนินอกอิ่มเเลือนลางใต้ผ้าเนื้อบางเบา เส้นผมดำขลับปล่อยยาวสลวยเหยียดตรงราวกับเส้นไหม ดาเตะรู้สึกว่าใจยิ่งเต้นรัวแรง ลำคอเหนียวหนับ คนที่ปกติเคยเผยให้เห็นแต่หน้ากับมือ พอจู่ๆ มาอยู่ในชุดน้อยชิ้นเช่นนี้ก็ยิ่งดูยวนใจอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับสติอารมณ์ ก่อนจะเขย่าตัวอีกฝ่ายเบาๆ
“ใจเย็นไว้ ยู่อี่ ข้าไม่ทำอะไรหรอก”
ไม่รู้ว่าเพิ่งรู้ตัวว่าชายหนุ่มที่จับต้องตัวเองอยู่คือเขา หรือเชื่อคำพูดนั้นกันแน่ แต่เด็กสาวก็ค่อยผ่อนแรงดิ้นรน แต่ยังขืนตัวไว้เงียบๆ เป็นเชิงต่อต้าน
“อย่าดื้อน่า ยัยเด็กโง่ ข้าไม่คิดจะแตะต้องเจ้าหรอก” ดาเตะสำทับไปอีกรอบ
คราวนี้ได้ผล อีกฝ่ายชะงักแน่นิ่งไป ดาเตะลอบถอนใจ แต่ขณะที่คิดจะปล่อยมือ เด็กสาวพูดขึ้นเบาๆ
“…ข้าทราบค่ะ ท่านดาเตะ…” เสียงเครือแทบขาดหายไปในลำคอ “…ท่านไม่มีวันแตะต้องข้าหรอก…”
อะไรในน้ำเสียงนั้นทำให้เขาต้องก้มลงมอง เทียบกันแล้วยู่อี่ร่างเล็กกว่านาตาเชียเกือบศอก เมื่อนาตาเชียสูงแค่ไหล่เขายู่อี่จึงสูงเพียงอก หากไม่ก้มลงมองก็สังเกตุสีหน้าไม่ได้เลย
หากบัดนี้เด็กสาวกลับก้มหน้านิ่ง เบี่ยงตัวหลบออกจากมือเขาก่อนจะถอยห่างออกไปสองสามก้าว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าแห้งเหือดปราศจากคราบน้ำตา หากอะไรบางอย่างในท่าทางก็ทำให้ยู่อี่ดูเปราะบางอย่างยิ่ง เสียงในใจกระซิบว่าหากไม่คว้าไว้ เธอจะละลายหายไปกับแสงจันทร์
หากแต่ยิ่งยื่นมือออกไป ก็ดูราวกับยู่อี่ยิ่งห่างออกไปไกล ราวกับภาพมายาในทะเลทราย หากสายตาตัดพ้อที่จ้องตรงมานั้นกลับบาดลึกไปถึงหัวใจ
ตอนนั้นเองที่เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา
ไม่ต้องมองไปรอบๆ ดาเตะก็ได้กลิ่นอับๆ ที่คุ้นเคยของหอพักชายล้วนลอยมาเตะจมูก กลิ่นของความเป็นจริง…
ความเป็นจริงที่ยู่อี่หลับใหลอย่างเป็นสุขอยู่ในเตียงอุ่น ในห้องที่ปลอดภัย ยู่อี่คนนั้นจะสวมเสื้อผ้ารัดกุมตั้งแต่หัวจรดเท้า
และจะไม่มีวันมองเขาด้วยแววตาตัดพ้อที่แฝงความหมายเป็นนัยเช่นนั้น…
ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะขยับลุกขึ้นอย่างเงียบกริบในความมืด
*********************
“กลับมาแล้ว” ชายหนุ่มส่งเสียงเนือยๆ ขณะผลักประตูที่พักเข้าไป วันนี้เขาเหนื่อยอ่อนทั้งกายและใจจริงๆ ทั้งที่ตั้งใจจะใช้เวลาวันอาทิตย์นี้หวานชื่นกับยู่อี่ให้สมใจ กลับถูกหญิงวันกลางคนระล่ำระลักปลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขอยืมตัว “ท่านหมอหญิง” ไปดูอาการลูกชายคนเล็กของนางที่ป่วยกะทันหัน แน่นอนว่ายู่อี่ต้องรีบตามนางออกไปโดยพลัน
ขณะที่กำลังนั่งทำใจ เตรียมคว้าเบ็ดตกปลาไปนั่งเอ้อระเหยริมลำธาร ก็พลันมีชาวบ้านหลายคนกรูกันเข้ามาคุกเข่าขอให้ “ท่านผู้กล้า” ช่วยออกไปล่าเสือกินคนที่ออกอาละวาดอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆ ด้วยคร้านจะปฎิเสธคำรบเร้าของชาวหมู่บ้าน เขาจึงต้องไปขึ้นเขา ลุยโคลน จนหักคอเสือร้ายแบกกลับหมู่บ้านมาได้สำเร็จ ทว่านั่นก็เป็นเวลาเย็นย่ำค่ำมืด จันทราดวง
กลมโตขึ้นประดับขอบฟ้าเสียนานแล้ว
“กลับมาแล้วหรือคะ” เสียงใสดังแว่วมาจากห้องใน ก่อนเจ้าของจะแหวกม่านตามออกมา
แล้วผู้กล้าของวันนี้ก็รู้สึกว่าลมหายใจขาดห้วง…
“แปลกหรือคะ” ยู่อี่ถาม ใบหน้าชักจะซับสีเรื่อเมื่อเห็นสายตาผู้เป็นสามีจ้องเอาๆ
“เปล่านี่” เขากลืนน้ำลายเหนียวหนับลงคอ “ก็สวยดี”
“จริงหรือคะ” ภรรยาสาวน้อยหมาดๆ ค่อยยิ้มออก “ท่านแม่เฒ่าในบ้านที่ข้าแวะไปเมื่อเช้าให้มาเป็นของตอบแทนน่ะค่ะ ท่านว่าเป็นชุดแต่งงานพื้นบ้านของแถบนี้…”
คำว่า ‘สวยดี’ ของดาเตะในที่นี้ ก็คงเหมือนการไปยืนต่อหน้าน้ำตกแกรนด์แคนย่อนแล้วอุทานเพียงว่า ‘น้ำตกใหญ่จัง’…
ยู่อี่งดงามราวนางฟ้าในชุดคอปิดแบบจีนสีขาวล้วนยาวลงมาถึงข้อเท้า ท่อนบนแนบสนิทเรือนร่างอ้อนแอ้น ท่อนล่างเป็นกระโปรงปักไหมเงินผ่าสูงขึ้นมาถึงเอวเย็บซับในด้วยผ้ามุ้งเผยให้เห็นผิวขาวผ่อง…
ชายหนุ่มเอื้อมมือจะโอบเอวบางมากอดให้สมรัก หากเจ้าหล่อนรู้ทันก็เอี้ยวตัวหลบไปได้เสียก่อน
“ไปอาบน้ำเสียก่อนเถอะค่ะ โคลนเต็มตัว” เสียงกลั้วหัวเราะสดใส “ข้าต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว ขึ้นมาค่อยทานข้าวนะคะ”
…ข้าอยากกินเจ้ามากกว่า…
ชายหนุ่มพึมพำในใจ หากแต่ก็ยอมส่งสัมภาระให้อีกฝ่ายก่อนล่าถอยไปยังห้องอาบน้ำโดยดี
เขาแทรกกายลงในอ่างน้ำร้อนอุ่นจัด ปล่อยให้ผิวหนังชินกับอุณหภูมิก่อนจะเอนร่างลงพิงขอบอ่างตามสบาย ใจหวนระลึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา…
เขาแต่งงานกับยู่อี่ได้เกือบสัปดาห์แล้ว
แต่ยังไม่ได้ ‘ผูกพัน’ กันฉันสามีภรรยาเลยซักครั้ง
เพราะเจ้าแก่หวังต้าเล้งตัวแสบแท้ๆ !
ตอนโดยสารเฮลิคอปเตอร์ด้วยกันมาถึงแผ่นดินจีนก็ยังพอว่า เขายังอดทนสำรวมอยู่ได้ด้วยว่าเห็นใจคนแก่ติดลูกสาว แต่เมื่อแยกทางกันแล้ว พอทั้งคู่จะหาที่พักกลับมี ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ โผล่มาคุกเข่าคำนับ อ้างว่าตัวเองเคยเป็นหนี้ชีวิตท่านหมอเทวดาหวังต้าเล้ง ขอให้ไปพักด้วยกันเพื่อเป็นการตอบแทน แม้จะปฎิเสธเท่าใดก็ไม่ยอม ทั้งตื้อทั้งฉุดคร่าทั้งคู่ขึ้นเกี้ยวไปเป็นผลสำเร็จ แม้ที่พักจะหรูหราไม่ขาดตกบกพร่องแต่เขาและยู่อี่กลับถูกจับแยกห้องนอนกันไปโดยปริยาย มิหนำซ้ำยังต้องวนไปงานเลี้ยงฉลองครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบไม่มีความเป็นส่วนตัว พองานเลี้ยงจบชายหนุ่มก็ได้แต่อุ้มภรรยาที่เหนื่อยอ่อนจนหลับสนิทมาส่งให้สาวใช้ที่ห้อง ก่อนจะแยกไปนอนห้องของตัวเอง
วันที่หนึ่งวันที่สองก็ยังพอทน จนวันที่สาม เมื่อท่านผู้เฒ่าเริ่มรบเร้าให้ ‘อยู่พักผ่อน’ อีกซักวัน ปรอทความอดทนของใครบางคนก็เริ่มแตกเปรี๊ยะ…
“จริงๆ ท่านยู่อี่กับท่านดาเตะก็เปรียบเสมือนหลานสาวหลานชายของข้าเอง น่าจะอยู่เที่ยวเล่นอีกนิดแล้วค่อยไป” ผู้เฒ่าหลิงลูบเคราสีเงินยวง “ข้าจะพาไปเที่ยวตำหนักเก่าหลิงอัน สวนที่นั่นงดงามจนท่านกวีหลี่ไป๋ยังทิ้งบทกลอนไว้ที่กำแพงชมเชย…”
ดาเตะขมวดคิ้ว หากยู่อี่ส่งเสียงขัดขึ้นเสียก่อน
“ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่า” เด็กสาวก้มศีรษะ ใบหน้ายังคงแย้มยิ้มน้อยๆ “แต่พวกเราคงต้องออกเดินทางต่อแล้ว ไม่อาจรับน้ำใจของท่านได้”
คราวนี้ทั้งดาเตะทั้งผู้เฒ่าหลิงหันมามองเจ้าสาวใหม่เป็นตาเดียวกัน หากเธอยังคงรอยยิ้มนุ่มนวลไว้ที่ริมฝีปาก
“ขอท่านผู้เฒ่าโปรดเข้าใจ” เด็กสาวค้อมตัวลง ใบหน้าเหมือนจะเป็นสีเข้มกว่าเดิม “พวกเราเป็นแต่งเป็นคู่สามีภรรยากันไม่นาน บางที…ต้องการมีเวลาเป็นของตนเองบ้าง”
ยิ่งพูดเสียงยิ่งค่อย จนจบประโยคเสียงก็เบาราวแมงหวี่ ยู่อี่หน้าแดงซ่าน หากดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่คู่สนทนา ผู้เฒ่าหลิงกลับระเบิดหัวเราะยกใหญ่
“ฮ่าฮ่า ข้าก็ลืมนึกไปสนิท ต้องขอโทษด้วย ขอโทษคนแก่จนหลงลืมอย่างข้าด้วยเถอะนะ” ประโยคสุดท้ายหันไปตบหลังดาเตะป้าบใหญ่ ก่อนผู้เฒ่าหลิงจะย้ายร่างอุ้ยอ้ายขึ้นจากเก้าอี้ ส่งประโยคตบท้ายก่อนจะแหวกม่านออกไป
“พวกท่านไปเตรียมตัวเถอะ อีกครึ่งชั่วยามข้าจะให้คนไปส่งที่ท่ารถ”
ทั้งห้องอาหารอันกว้างขวางเหลือแต่ความเงียบ ยู่อี่ที่ก้มหน้านิ่งอยู่เกือบส่งเสียงร้องออกมาเมื่อรู้สึกว่าจู่ๆ ก็ถูกคว้าจนตัวลอย
“ยายเด็กโง่เอ๊ย” ดาเตะหัวเราะเต็มเสียง อุ้มร่างภรรยาไว้แน่น “ตัวเองเป็นคนสะกิดแล้วสะกิดเล่าบอกให้ข้าอดทนไว้แท้ๆ”
“ก็…ก็….” เมื่อจนปัญญาจะหาถ้อยคำมาโต้เถียง ยู่อี่จึงได้แต่รัวหมัดใส่อีกฝ่าย “งั้นถือว่าข้าไม่ได้พูดก็ได้ คนบ้า !”
ดาเตะรวบข้อมือเล็กไว้อย่างง่ายดายก่อนก้มลงจุมพิตภรรยาเบาๆ ไล้ริมฝีปากบางเล่นอย่างล้อเลียนขณะกระซิบ
“ใครบอกว่าข้าไม่ดีใจเล่า” จุมพิตอีกครั้ง “เจ้าก็รู้สึกเหมือนข้าใช่ไหม ยู่อี่…”
เด็กสาวไม่ตอบ หากเบียดตัวโอบรอบคอสามี จุมพิตที่คางสากๆ นั้นเบาๆ
ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงเต้นรัวแรง… ราวจะเรียกหาอีกฝ่าย…
********************
“ขอบคุณมากนะคะ ท่านผู้เฒ่าหลิง อุตส่าห์มาส่งนี่”
ยู่อี่ยืนเจรจากับผู้อาวุโสท่ามกลางความจอแจของท่าเรือ ส่วนดาเตะนั้นล่วงหน้าไปเรียกเรือรับจ้างกับคนนำทางแล้ว
“หามิได้” ท่านผู้เฒ่ากระพือโบกพัดจนเคราปลิว “ยังไงคุณหนูก็เป็นหลานผู้มีพระคุณของข้า”
“อ้อ จริงด้วย” เด็กสาวหัวเราะ นัยน์ตาเป็นประกายแพรวพราว “ฝากสวัสดีท่านลุงหวังด้วยนะคะ ข้าสบายดี ท่านดาเตะก็สบายดี ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
ผู้เฒ่าชะงักมือ ถ้าทำได้แกคงอยากหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ชั้นไขมันที่หนาอูมไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้น
“คุณหนูทราบหรือ…?”
“ก็นิดหน่อยน่ะค่ะ” คราวนี้รอยยิ้มซุกซนค่อยเผยออกมา “นิสัยช่างแกล้งของท่านลุง ข้าก็พอจะเดาได้อยู่”
ผู้เฒ่าหลิงเขม้นมองหน้าของผู้อ่อนกว่าชั่วขณะจึงเอ่ยปาก
“ยิ้มแบบนี้แล้วคุณหนูช่างคล้ายท่านเล้งในวัยหนุ่มเสียจริงๆ”
“ยู่อี่ ได้เรือแล้ว” เสียงตะโกนของดาเตะดังขึ้นพอดี ทั้งสองหันไปมองจึงเห็นชายหนุ่มกำลังไต่บันไดขึ้นฝั่งมา
เด็กสาวหันไปโบกมือเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะก้มศีรษะคารวะผู้สูงวัยกว่าอีกครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฎยามเงยหน้าขึ้นมานั้นสดใสยิ่งนัก
“ก็เราเป็นพ่อลูกกันนี่คะ”
ชายชราจับตามองจนเรือลำน้อยลอยห่างไป ดวงหน้าใสที่โผล่มาค้อมศีรษะจนลับสายตาและร่างสูงใหญ่ที่คอยประคองนางไว้ไม่ห่างยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
“เป็นพ่อลูกกันหรือ…” ทวนคำพลางหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ท่านเล้งหนอท่านเล้ง ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกของท่านแล้ว…”
******************
เดินทางด้วยเรือลำน้อยมาทั้งวัน เย็นย่ำทั้งคู่จึงมาถึงหมู่บ้านน้อยแห่งนี้ ดาเตะแนะนำยู่อี่ได้เพียงสั้นๆ ว่าเขาเคยมาเก็บตัวฝึกวิชาแถวนี้กับสามมารหมัดมาก่อน ชาวบ้านก็เฮโลกันมาต้อนรับ ที่แท้พวกเขาได้รับการยกย่องประหนึ่ง “เทพผู้กล้า” แถวนี้เพราะเคยปราบหมีดุร้ายที่ก่อกวนชาวบ้านมาก่อน ผลสุดท้ายยู่อี่จึงเมาหลับพับคาวงเหล้าไปอีกรอบ
จนมาถึงวันนี้….
นึกถึงเรือนร่างหอมกรุ่นนุ่มนิ่มของผู้เป็นภรรยาแล้ว ดาเตะก็อดร้อนรุ่มขึ้นมาไม่ได้
************
Rewrite 5
ความเจ็บปวดแล่นแปลบพร้อมๆ กับเลือดแดงฉานไหลทะลักจากปลายนิ้ว หากยู่อี่ยังมองนิ่งอย่างเฉยชา ราวกับคนที่โดนมีดบาดนั้นไม่ใช่ตัวเอง ไม่สิ หากเป็นคนอื่นเธอคงดึงตัวไปล้างแผลทำความสะอาดโดยไว แต่นี่เป็นตัวเอง…
…จะเป็นอย่างไรก็ได้…
หากร้องไห้ออกมาดังๆ ได้คงดีกว่านี้ หากแต่ความรู้สึกมืดหม่นกลับจุกอยู่แค่คอหอย ชวนให้อึดอัดแน่นหัวอก แต่ก็ร้องไม่ออก รู้ว่าร่างกายตัวเองยังปกติดี หากแต่จิตใจกลับใกล้พังทลาย…
…นี่กระมัง ที่เขาเรียกกันว่าอกหัก…
…เข็มซักเล่มยังไม่กระทบถูก แต่เจ็บเหมือนใครเอามีดมากรีดหัวใจ เจ็บเหลือเกิน…
ทั้งที่ทำใจไว้แล้ว…
ทั้งที่อยากให้เขามีความสุข…
หม้อบนเตาส่งเสียงฟู่ ก่อนน้ำเดือดๆ จะล้นไหลรินออกมา ส่งเสียงฉี่ฉ่า เธอก็ยังได้แต่มองนิ่ง ภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้าปราศจากความหมายอันใด…
หากก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีมือใหญ่เอื้อมมาดึงเธอออกมาโดยแรง ก่อนเขาคนนั้นจะเดินไปปิดเตา จับหม้อร้อนๆ โยนลงอ่างดังโครม ก่อนจะหันมาด้วยสีหน้าถมึงทึงปานยักษ์
“ยืนใจลอยอะไรอยู่หา ยายเด็กโง่ !”
จะเป็นใครได้เสียอีก นอกจากคนผู้นั้น…
ความคิดถึงร้อยพันประดังกันขึ้นมาจนริมฝีปากสั่นระริก หากแต่ยู่อี่กลับได้แต่เบิกตากลมโตจ้องมองคนตรงหน้า
จนชายหนุ่มสังเกตเห็นโลหิตซึมลงบนกระโปรงสีอ่อนที่หญิงสาวสวมใส่จนเป็นจุดด่างดวง ถึงได้ฉุดข้อมือเธอมายังอ่างล้างหน้า เปิดก็อกน้ำล้างแผลให้
เมื่อแน่ใจว่ารูปและสัมผัสนั้นสมจริงเกินกว่าเป็นภาพหลอน ยู่อี่จึงได้แต่ถามเสียงเบา
“ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ…”
“ยังจะมาถาม” ชายหนุ่มขึ้นเสียง แต่ก็ลดลงเมื่อรู้สึกตัว “เสร็จธุระข้าก็กลับมาบ้านน่ะสิ มีปัญหาหรือไง”
ยู่อี่ส่ายศีรษะ เมื่อสับสนเกินกว่าจะเรียบเรียงคำพูด เธอจึงเงียบไปโดยปริยาย ทิ้งให้ชายหนุ่มถอนใจเฮือก ด้วยว่าพอจะเดาความคิดคู่หมั้นได้ลางๆ
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดว่าข้าจะไม่กลับมาอีก”
…ก็แล้วไม่ใช่หรือ… หญิงสาวกัดริมฝีปากก้มหน้านิ่ง แค่กลั้นน้ำตาก็เต็มความสามารถแล้ว จนปัญญาจะต่อปากต่อคำกับคนปากร้าย หากเธอก็ตาลายวูบเมื่อจู่ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายจับเหวี่ยงขึ้นบ่า
“เดี๋ยวสิคะ จะทำอะไรน่ะ” หญิงสาวร้อง ตกใจจนลืมเศร้าไปชั่วคราว
…เงียบ… แต่ชายหนุ่มกลับสาวเท้าลิ่ว ทำท่าจะก้าวขึ้นบันไดไป
“นี่ คนบ้า ข้าบอกให้ปล่อยนะ !” เมื่อเห็นท่าไม่ดี ยู่อี่จึงรัวกำปั้นใส่หลังอีกฝ่าย หากแต่กล้ามเนื้อแข็งๆ นั้นไม่มีทีท่าจะสะดุ้งสะเทือน ท่อนขาก็ถูกรวบไว้แน่นจนหมดสิทธิแม้แต่จะกระดิก
“ท่านดาเตะ…” เธอพยายามขู่เข็ญอีกฝ่ายอย่างน่ากลัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ถ้าไม่ยอมปล่อยข้าจะกัดหูท่านให้ขาดเลย”
“เออ ก็ลองดูซี่” เขาสวนกลับมา “ขืนเล่นอะไรบ้าๆ มีหวังได้ร่วงลงบันไดคอหักตายกันทั้งคู่นั่นแหละ”
คำขู่ยังทรงพลังเช่นเคย หญิงสาวจึงนิ่งเงียบ ยุดเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น
หากแต่เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เห็นเป้าหมายที่เขามุ่งตรงไปแล้ว ยู่อี่ก็ดิ้นรนสุดแรง หากแต่อ้อมแขนแกร่งกลับยิ่งเพิ่มแรงกดรัดเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก
“ห้องนอน”
ควรทราบว่าแม้เป็นคู่หมั้น แต่ยู่อี่ถูกอบรมมาด้วยหวังต้าเล้งผู้หัวโบราณ ถูกสอนให้เคารพในธรรมเนียมประเพณีอันเข้มงวดของจีน รวมถึงการรักนวลสงวนตัวก็ด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นคู่หมั้น ทั้งสองจึงยังแยกห้องกันนอน แม้จะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ดาเตะก็เป็นสุภาพบุรุษพอจะรักษาสัญญาแต่โดยดี
แล้วนี่เขาคิดจะทำอะไร…
ดาเตะยังคงเงียบสนิท เปิดประตูห้องได้ก็โยนลงร่างคู่หมั้นลงกับเตียง
ยู่อี่ย่อมรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว ยังไม่ทันตั้งตัวสนิทเธอก็ปัดมืออีกฝ่ายทิ้ง ถอยกรูดไปจนติดหัวเตียง จ้องอีกฝ่ายตาวาว ตั้งใจว่าถ้าเขากล้าจะหักหาญน้ำใจก็จะไม่เกรงใจเหมือนกัน
หากแต่ดาเตะกลับนั่งลงบนปลายเตียง มองดูเธอด้วยประกายตาที่คุ้นเคย แววตาที่เต้นยิบๆ อย่างนึกสนุก
แววตาเช่นนั้นทำให้เธอผ่อนคลายลงบ้าง แต่ความรู้สึกอยากร้องไห้กลับเข้ามาแทนที่ ยู่อี่สะบัดหน้าหนี กระเถิบตัวลงจากเตียง
“เลิกล้อเล่นกับช้าเสียทีเถอะค่ะ” เธอพูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ถ้าจะให้ข้าช่วยจัดกระเป๋า พรุ่งนี้ข้าจะจัดการให้ วันนี้คงต้องขอตัว”
“เออ เรื่องนั้นน่ะข้าขอแน่” ชายหนุ่มว่า “แต่ข้ามีอะไรอยากให้เจ้าดูก่อน”
พูดไม่พูดเปล่า เขาดึงตัวเธอมาดันให้นั่งลงบนเก้าอี้เบื้องหลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ก่อนตัวเองจะก้มลงเปิดลิ้นชักข้างๆ กดโน่นกดนี่อยู่ซักพัก พื้นก็เด้งออกมาอีกชั้น ที่แท้ยังมีลิ้นชักลับซ่อนอยู่อีกอัน
ในลิ้นชักนั้นปรากฎถุงผ้าเก่าคร่ำคร่า ยู่อี่เห็นแล้วก็จำได้ทันที สมัยเป็นนักเรียนด้วยกัน เธอเคยเห็นเขาซุกถุงผ้านี้ไว้ในกระเป๋าเสื้อติดกับอกซ้าย ไม่เคยปล่อยให้ห่างตัว และยังทราบว่ามันบรรจุแผ่นป้ายสลักสัญลักษณ์การเป็นผู้นำของสามมารหมัด ผู้เป็นทั้งลูกน้องและสหายที่เขาให้ความเชื่อใจเหนืออื่นใด
ดาเตะหยิบมันขึ้นคลึงเล่นในมือ ก่อนจะยื่นส่งให้เธอ
ยู่อี่รับมาทั้งที่ยังงงๆ มองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นเขาพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เปิดออกดู
เมื่อกระตุกปมเชือกออก และก้มลงมองภายในถุง ป้ายเงินสลักตรา “สามมารหมัด” ก็โดดเด่นแวววาวอยู่ในความมืด มันงามงดจับตาเช่นเคย หากยู่อี่ก็ยังไม่เข้าใจ…
“พลิกดูข้างหลัง”
สำทับมาได้จังหวะ จนหญิงสาวชักจะโมโหขึ้นมาครันๆ คนบ้า ชอบทำเหมือนอ่านความคิดคนอื่นออกอยู่เรื่อย นิ้วมือยาวเรียวนั้นจึงพลิกแผ่นป้ายอย่างออกจะกระแทกกระทั้นอยู่บ้าง
หากแต่วัตถุที่ซ่อนอยู่หลังป้ายนั้นก็ทำให้เธอเขม้นมองอย่างประหลาดใจ
แถบผ้ายาวเรียว ความมืดในถุงทำให้มองลวดลายไม่ชัดเจน ยู่อี่จึงถือวิสาสะหยิบมันออกมาดูใต้แสงไฟ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจจริงๆ
“ริบบิ้นผูกผมของข้านี่นา”
แม้มันจะหายไปเป็นนาน แต่ยู่อี่ก็จำได้แม่น เนื่องจากมันเป็นริบบิ้นผูกผมชิ้นโปรดที่ท่านลุงหวังซื้อมาให้เป็นของขวัญจาก “ร้านตะวันตก” เธอออกจะถูกใจลูกไม้สีขาวประดับบนผ้าต่วนเป็นมันสีฟ้าอ่อนนั้นอยู่มาก
“ไปอยู่กับท่านได้ยังไง”
“เจ้าเอามามัดแผลกันพิษงูให้ข้า ลืมล่ะสิ”
“ไม่เอามาคืนล่ะคะ ข้าหาอยู่ตั้งนาน” หญิงสาวต่อว่า
“ข้าลืม” ดาเตะพูดหน้าตาเฉย แต่เมื่อเห็นดวงตาคู่กลมโตจ้องมาอย่างเคืองๆ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจ ดึงมือเธอเข้ามากุมไว้ ก่อนจะพูดต่อ
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ลืมหรอก ยู่อี่” กระแสเสียงทั้งเรียบและอ่อนโยน “ข้าว่าจะคืนให้เจ้าตั้งหลายรอบ สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำ… ข้าคิดว่า อย่างน้อยถึงไม่ได้ตัวเจ้า ได้ของแทนตัวเจ้ามาแนบกายก็ยังดี… ถึงได้เอามันมาเก็บไว้ในนี้”
“แต่..ว่า…” ยู่อี่กลับเป็นฝ่ายหน้าแดงฉาน ตะกุกตะกักเสียเอง “ริบบิ้นนี่หายไปตั้งแต่ข้ายังอยู่ปีหนึ่ง…”
คราวนี้ดาเตะไม่ตอบคำ กลับมองหน้าเธอนิ่ง ดวงตาแฝงความรู้สึกรุนแรงเสียจนหญิงสาวเป็นฝ่ายต้องหลบตา แม้จะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายรวบตัวไปนั่งบนตัก เธอก็ไม่ได้ขัดขืน
“ข้ารักเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ยู่อี่” คำหวานกระซิบใกล้หู “ทั้งรักทั้งหวง ไม่อยากให้ใครกระทบถูกเจ้า ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เจ้าทั้งนั้น ความจริงข้าอยากให้เจ้าถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินตลอดไปด้วยซ้ำ” ว่าแล้วก็ก้มลงหอมแก้มหนึ่งฟอด
“จะได้เก็บไว้เป็นของข้าคนเดียว”
“ขี้โกหก…” ยู่อี่บ่นอุบอิบ
“ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้า” เขาว่า “แต่ฟังให้ดีล่ะ ยู่อี่ เรื่องในอดีตข้าทำอะไรกับมันไม่ได้ อะไรที่เกิดขึ้นข้าก็ต้องรับผิดชอบ แต่ตอนนี้ และจากนี้ไป ผู้หญิงที่ข้าจะรัก มีเพียงเจ้าเท่านั้น”
ยู่อี่ไม่ตอบคำ หากแต่เอนร่างลงซุกหน้าลงกับแผงอกหนา ปล่อยน้ำตาให้ไหลริน เธอรู้ รู้ดีทีเดียวว่าดาเตะหมายความเช่นนั้นทุกคำพูด หากแต่ประสบการณ์วัยเด็กก็สอนให้เธอรู้ว่าไม่มีอะไรจีรัง ครอบครัวที่รัก หุบเขาต้นท้อที่งดงามถูกทำลายสิ้นในชั่วคืน… นับประสาอะไรกับลมปากคน อารมณ์ของมนุษย์
แต่กระนั้นยู่อี่ก็อยากจะเชื่อ…
…ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ข้าจะไม่มีวันเสียใจที่ได้รักคนผู้นี้…
เธอแอบอิงร่างคู่หมั้น ดึงมือเขาขึ้นมาจูบเบาๆ ปล่อยให้มือหนาๆ ลูบไล้ไปตามเส้นผมดำขลับตามสบายราวกับแมวน้อยออดอ้อนเจ้าของ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายเชยคางขึ้นจูบซับน้ำตา หนวดเคราสากๆ ขึ้นครึ้มนั้นบาดผิวแก้มจนจั๊กจี๋ ยู่อี่หัวเราะกิ๊ก ออกแรงผลักใบหน้านั้นให้ห่างไปเบาๆ ก่อนจะดันตัวขึ้นจูบอีกฝ่ายเสียเอง
จูบแรก
ที่เธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
กลิ่นของผู้ชายที่เธอรัก…
——————–
rewrite 3
October 17, 2011 at 11:25 am (Uncategorized)
(เป็นไปได้ว่าช่วงที่เรียนด้วยกัน เฮียดาเตะก็จะมีหยอกอีกฝ่ายเล่นไปเรื่อยๆ ตามนิสัยเสีย ไม่ว่าจะเป็นตบหัว ยีผม ดึงหางเปีย (แรกๆ แม่หนูจะกลัวจนหนีเข้าซุกมุมตลอด แต่หลังๆ พอชักชินกันก็จะเริ่มมีขู่แฮ่กลับบ้าง ซึ่งทำให้ดาเตะยั่วเล่นได้สนุกยิ่งกว่าเดิม) แต่ถ้าใครจะเล่นบ้างเฮียก็จะขู่ฮื่อใส่ (นี่เป็นของเล่นของข้าคนเดียวเท่านั้น) ตอนเล่นนั้นไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะอายุห่างกันตั้ง 7 ปี แถมหนูยู่อี่ยังไม่ตรงเสป็คเนื้อนมไข่ของแก แต่เมื่อเริ่มรู้ถึงความรู้สึกของตัวเอง (จะบอกว่ารู้… หรือปฎิเสธความจริงต่อไปไม่ได้แล้วดีล่ะ) เฮียแกก็เก็บไม้เก็บมือ วางระยะห่างโดยอัตโนมัติ จนยู่อี่ชักจะงงๆ คิดว่าตัวเองทำอะไรให้อีกฝ่ายโกรธ พอพยายามจะไปป้วนเปี้ยนเหมือนเดิมก็โดนเฮียขู่ฮื่อแถมกัดเอาเจ็บๆ อีก จนต้องหนีกลับมานั่งเช็ดน้ำตา ดาเตะเองก็ทั้งหงุดหงิด โมโห เสียใจ
ในเวลาแบบนั้นคนที่คอยปลอบใจเธออยู่ใกล้ๆ ก็คือประธานนักเรียนรูปหล่อ ซึรึงุ โมโมทาโร่ ผู้มองเหตุการณ์ออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ต้นจนจบ เขาจึงวางตัวอย่างแสนจะเป็นสุภาพบุรุษ คอยเป็นที่รับฟัง ดูแล เอาใจใส่ พาไปเที่ยว สำหรับดาเตะเอง เขาก็คิดว่าแบบนี้ดีแล้ว โมโมะเป็นคนที่เขายอมรับ ถ้ายู่อี่ได้อยู่กับเขาก็น่าจะดีกว่าตัวเอง แต่เมื่อเห็นทั้งคู่หวานชื่นกัน (เหรอ?) ต่อหน้าต่อตา แผลในใจก็ยิ่งระบมหนักขึ้นทุกวันๆ จนเฮียอารมณ์เสียอย่างกับนมบูด ใครๆ ก็เข้าหน้าไม่ติด จนกระทั่ง…)
“งานวัดเหรอคะ ?” ยู่อี่ทำหน้างงๆ เมื่อเห็นใบปลิวที่คุณป้าเจ้าของร้านขายขนมยัดเยียดใส่มือมาให้
“ใช่ คืนวันเสาร์ งานวัดของศาลเจ้าชื่อดังแถวๆ นี้น่ะ ยูเอะจังต้องทำงานคงไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน แต่ใกล้ๆ แค่นี้คงพอไปได้ใช่ไหมล่ะ มีดอกไม้ไฟด้วยนะ”
คุณป้าอธิบาย แกทั้งเอ็นดูทั้งสงสารเด็กสาวชาวจีนที่ต้องเข้ามาขายแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อยตามลำพัง (ตามความเข้าใจของตัวเอง) จึงมักจะสอนโน่นนี่ให้อยู่เสมอ
ยู่อี่เอียงคอมองดูใบปลิวอย่างชั่งใจ เธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่างานวัดที่ว่านี้เป็นอย่างไร แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคงจะคล้ายกับงานออกร้านในเมืองจีน สมัยเด็กเธอชอบงานที่ว่านี้มาก มักจะทั้งฉุดทั้งลากลุงหวังไปเดินจูงมือเที่ยวด้วยกันอยู่เสมอ…
เด็กสาวตัดสินใจเก็บใบปลิวนั้นลงกระเป๋า
…………..
…แม่นั่นคงเหมาะกับชุดยูกาตะแน่…
เป็นความคิดสุดท้ายที่วูบขึ้นมาก่อนชายหนุ่มจะปิดตาลงในความมืดมิด
…………..
เสียงแหลมๆ ของโลหะกระทบกันปลุกประสาทสัมผัสของเขาให้ตื่นขึ้นในฉับพลัน พร้อมๆ กับความแปลกใจที่ผุดเข้ามา เวลาน่าจะผ่านไปยังไม่ครบวันดีด้วยซ้ำ…?
เสียงสั่นๆ ของอาจารย์หนวดดังขึ้น
“เฮ้ย ดาเตะ เกิดเหตุฉุกเฉิน ระงับโทษชั่วคราวก่อน !”
ดาเตะขมวดคิ้วเป็นเชิงตั้งคำถาม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่อาจมองเห็นฝ่าความมืดเช่นจนได้ หากคำตอบก็กลับมาอย่างรวดเร็ว
“ซึรุกิโดนศัตรูลอบทำร้ายอาการสาหัส ยู่อี่โดนจับตัวไป !”
อาจารย์หนวดกำลังกระวนกระวายใจ ในห้องมืดสนิทจนเหมือนจ้องเข้าไปในหลุมดำ มิหนำซ้ำนอกจากเสียงแกเองที่สะท้อนกลับมาแล้ว ทุกอย่างก็เงียบกริบจนไม่แน่ใจว่าเจ้ารองประธานเจ้าปัญหายังอยู่หรือไม่ หากจู่ๆ มือที่แข็งราวกับเหล็กก็โผล่พรวดออกจากความมืดเข้ามาขยุ้มคอแกก่อนออกแรงกระชากจนแกล้มหน้าคะมำ แทบว่าจะไปจูบรองเท้าใครคนหนึ่งเข้า
ใครคนนั้นคงไม่อาจเป็นอื่นได้นอกจาก ดาเตะ โอมิโตะ รองประธานปีสอง หากดวงตาเขียวเรืองด้วยเพลิงโทสะ กรามที่ขบแน่นทำให้อาจารย์หนวดอุปาทานว่าตัวเองตกนรกไปเจอหน้าพญายมเสียแล้ว
“พวกมันเป็นใคร” เป็นเสียงคำรามรอดไรฟัน “ยู่อี่อยู่ที่ไหน…”
…………..
ตามการรายงานของสามมารหมัด ผู้นำข่าวมาแจ้งอาจารย์หนวดแล้ว ฝ่ายศัตรูวางเงื่อนไขแลกเปลี่ยนตัวเขากับยู่อี่ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน โดยจะรอเขาอยู่ตรงเนินเขาหลังศาลเจ้า
ดาเตะเดินก้าวสวบๆ มุ่งไปยังที่หมาย ที่ข้อมือทั้งสองและหน้าท้องถูกรัดไว้ด้วยเกราะเหล็กประจำตัว มือหนึ่งถือหอกคู่ใจ
แม้ภายนอกจะยังดูสงบเยือกเย็น หากในใจกลับเดือดดาลใกล้คลั่ง เขาสาปแช่ง.. ไม่ใช่ฝ่ายศัตรูที่จ้องจะเล่นจุดอ่อนเขาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ซึรุกิ โมโมทาโร่ ที่ไม่สามารถปกป้องยู่อี่ไว้ได้
แต่สาปแช่งตัวเอง… หากเขาไม่ก่อเรื่องขึ้น ไม่ผลักไสให้ทั้งคู่ออกไปงานด้วยกัน ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองโดนโยนเข้าคุกใต้ดิน..
ผิดพลาด..ผิดพลาด..ผิดพลาด.. ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด
เขานึกแช่งชักหักกระดูกตัวเอง หากความคิดทั้งหมดก็ถูกกลืนไปในห้วงความรู้สึกเดียว
‘…ขอให้เจ้าปลอดภัยด้วยเถอะ ยู่อี่…’
หากเมื่อก้าวขึ้นไปสุดเนินชัน เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อไม่พบเงาร่างใดๆ ปรากฎให้เห็น มิหนำซ้ำบรรยากาศยังสงบราบเรียบราวกับน้ำในบ่อ ไร้กลิ่นไอสังหารใดๆ…
หากเมื่อกวาดตาขึ้นไป หัวใจชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งวูบ เมื่อเห็นเค้าร่างที่แสนคุ้นเคยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า
ยู่อี่ในชุดยูกาตะสีน้ำเงินเข้มพิมพ์ลายดอกซูซูกิสีนวลนั่งหันข้างให้เขา เอนหลังพิงคาคบไม้ เหยียดท่อนขาเรียวยาวไปตามกิ่งใหญ่ เสี้ยวหน้าที่กำลังเงยขึ้นชมมองท้องฟ้ายามราตรีกระทบแสงจันทร์นวล กระจ่างใสจนยากจะถอนสายตา
ชายหนุ่มอยากจะร้องทักออกไป หากความรู้สึกหลากหลายตีกันจนอลวนยุ่งเหยิง ยื้อแย่งความสามารถในการตัดสินใจไปจนหมดสิ้น …นี่เป็นกับดักหรือ… ยู่อี่… แต่คนที่อยู่ในวงล้อมของศัตรู จะมีสีหน้าราวตกอยู่ในห้วงภวังค์ตามธรรมชาติเช่นนี้ได้หรือ.. ยู่อี่…
ราวจะสัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นใจของชายหนุ่ม สาวน้อยจึงละสายตาก้มลงมามองเบื้องล่าง ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆ เมื่อสบตากัน ดาเตะก็เห็นว่าแววตาอีกฝ่ายหวั่นไหวจนเห็นได้ชัด
ดาเตะก้าวถอยหลังออกมาช้าๆ เพลิงโทสะในตอนแรกดับฮวบไปเกือบครึ่ง เขามั่นใจแล้วว่าไม่ว่าสามมารหมัดจะเพ็ดทูลมาว่าอย่างไร คนตรงหน้าก็ไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่
หากเมื่อคนบนต้นไม้พรวดพราดลุกขึ้น แม้ดาเตะจะตาไวพอจะเห็นว่าชายยูกาตะมันเกี่ยวกิ่งไม้ไว้ ก็ไม่ไวพอจะร้องเตือน จนคนที่ทำท่าจะกระโดดลงมากลับเสียหลักหงายหลังลื่นพรวดลงมาจากคบไม้สูง
ปฎิกริยาตอบรับของชายหนุ่มเริ่มทำงานตั้งแต่เด็กสาวเซไปข้างหลัง เขาเขวี้ยงหอกทิ้งแล้วพุ่งพรวดไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เสือชีตาร์ยังต้องอาย สายตาจับอยู่ที่ร่างที่กำลังร่วงผล็อยลงมาราวกับภาพสโลว์โมชั่น อ้าแขนรับร่างจ้อยก่อนจะดึงพรวดเข้าหาตัว หวังจะใช้ร่างตัวเองแทนเบาะรองรับแรงกระแทก ก่อนจะล้มลงไปด้วยกัน
เมื่อรู้สึกตัวอีกที ยู่อี่ก็สะดุ้งพรวดจากในอ้อมอกของเขาลงมาคุกเข่าอยู่ข้างๆ มือไม้สั่นท่าทางทำอะไรไม่ถูก น้ำตาคลอเบ้าทำท่าเจียนจะหยดอยู่รอมร่อ… จนเขาสุดจะทนดูอยู่ได้
“ร้องไห้ทำไม จะแช่งให้ข้าตายเรอะ”
“ท่านดาเตะ !” อีกฝ่ายค่อยร้องออกมาเต็มเสียง “ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ?”
“เป็นซี่” ปากไวเหมือนเดิม “กระสอบข้าวยังหนักน้อยกว่าเจ้าเลย แขนข้าแทบหัก”
คราวนี้เด็กสาวหน้าจ๋อยหนักกว่าเดิม “ขอโทษค่ะ” เธอว่าพลางขยับเข้ามาใกล้ “ข้าดูแผลให้นะคะ”
“ช่างข้าเถอะ” เขาปัดมือที่เอื้อมมาด้วยความหวังดีทิ้ง พยายามไม่มองหน้าจ๋อยๆ ของอีกฝ่าย
——————
จนสัมผัสได้ว่ารังสีอำมหิตที่เต้นเร่าลุกโชติช่วงราวเปลวไฟไปไกลเกินจะจับได้แล้ว เหล่าบุรุษผู้ได้ฉายาสามมารหมัดจึงถอนหายใจเฮือกพร้อมกัน
“ทำแบบนี้ คิดดีแน่แล้วหรือฮิเอ็ง” รายเด็นออกปาก เหงื่อยังซึมที่หน้าผากเป็นมัน
“ดีหรือไม่เราก็ร่วมหัวลงโรงกันไปแล้วล่ะขอรับ” หนุ่มรูปงามถอนหายใจ “ทั้งท่านและข้าด้วย”
เก็กโคผู้พูดน้อยกว่าใครพยักหน้ารับเงียบๆ กำหมัดยื่นออกมา เป็นสัญญาณให้รู้ว่าสามมารหมัดร่วมเป็นร่วมตาย อย่างไรจะไม่ทิ้งกัน
…แม้จะต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวราวภูติผีปีศาจจากนรกก็ตาม…
“เฮ้ๆ ไม่ขนาดนั้นล่ะมั้ง” เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับที่ท่านประธานปีหนึ่งปรากฎกายออกจากมุมมืด “เรื่องครั้งนี้ฉันเป็นคนรับผิดชอบเอง ไม่ให้พวกนายเดือดร้อนด้วยหรอกน่า”
“ท่านซึรุงิ” เก็กโคโค้งศีรษะลงเล็กน้อย “ถึงเรื่องในครั้งนี้จะเป็นความคิดของท่าน แต่ผู้ที่ตกลงจะปฎิบัติก็คือพวกเราเอง จะอย่างไรก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย”
“เอาน่า” ซึรุงิ โมโมทาโร่ว่า รอยยิ้มจางๆ อย่างคนถือไพ่เหนือกว่ายังผุดอยู่ที่ริมฝีปาก “ถ้าฉันคาดการณ์ถูก พวกเราคงพอเอาตัวรอดจากเพลิงพิโรธของอดีตท่านประธานโคกกักคุเร็นโกได้หรอกน่า”
รายเด็น ผู้สูงอายุที่สุดในกลุ่มได้แต่ลอบถอนใจก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี ความคิดเป็นหนึ่งเดียวกับสหายอีกสองคนโดยไม่รู้ตัว ‘ยู่อี่ พวกเราฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วนะ’
————
“ฮัดเช้ย” คนโดนพาดพิงจามเบาๆ ทำจมูกฟุดฟิด “สงสัยจะโรยพริกไทยในทาโกะยากิเยอะเกินไปล่ะมั้ง…”
————
หากเมื่อก้าวขึ้นไปสุดเนินชัน เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อไม่พบเงาร่างใดๆ ปรากฎให้เห็น มิหนำซ้ำบรรยากาศยังสงบราบเรียบ… อาจเรียกได้ว่าสันติสุขด้วยซ้ำ…
หากเมื่อกวาดตาขึ้นไป หัวใจชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งวูบ เมื่อเห็นเค้าร่างที่แสนคุ้นเคยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า
เด็กสาวร่างเล็กในชุดยูกาตะสีน้ำเงินเข้มพิมพ์ลายดอกซูซูกิสีนวลนั่งเอนหลังพิงคาคบไม้ เหยียดท่อนขาเรียวยาวไปตามกิ่งไม้ใหญ่ เสี้ยวหน้าที่กำลังเงยขึ้นชมมองท้องฟ้ายามราตรีกระทบแสงจันทร์นวลนั้นกระจ่างใสจนยากจะถอนสายตา
ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง ความคิดหลากหลายตีกันจนอลวนยุ่งเหยิง ยื้อแย่งความสามารถในการตัดสินใจไปจนหมดสิ้น …ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ ยู่อี่… ไหนว่าโดนจับไปแล้ว…แล้วทำไมสีหน้าเจ้าถึงได้เศร้าแบบนั้น… งานไม่สนุกหรือ…ใครรังแกเจ้าหรือไง..บอกข้ามาสิ… ข้า…
ข้า…
ราวจะสัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นใจของชายหนุ่ม สาวน้อยจึงละสายตาก้มลงมามองเบื้องล่าง ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเห็นร่างสูงที่ยืนอยู่ เมื่อดวงตาสบกัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นว่าแววตาอีกฝ่ายหวั่นไหวราวระลอกคลื่น
ยู่อี่พรวดพราดลุกจนแทบหน้าคะมำลงมาจากต้นไม้เมื่อเห็นอีกฝ่ายหันหลังกลับแล้วจำอ้าวเดินหนีเอาดื้อๆ ถ้าเป็นยามปกติเธอคงโจนแผล็วลงจากคาคบไม้ ไล่กวดตามอีกฝ่ายไปติดๆ หาก “ชุดสวย” ที่ถูกจับใส่กลับเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว
เป็นยิ่งนัก เธอจึงได้แต่ส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย “ท่านดาเตะ ท่านดาเตะคะ !” ทว่านอกจากจะไม่ยอมเหลียวกลับมาแล้ว อีกฝ่ายดูจะเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นด้วยซ้ำ นั่นยิ่งทำให้เธอยิ่งทวีความร้อนใจ และกระตุ้นให้อารมณ์หนึ่งที่สะกดกลั้นมานานเริ่มจะเผยอฝาเดือดปุดๆ ขึ้น
…โมโห… ใช่ เธอกำลังโมโห เด็กสาวไม่เคยนึกว่าอารมณ์ร้ายกาจเหมือนเด็กเจ้าอารมณ์แบบนี้จะแฝงอยู่ในตัวเธอมาก่อน แต่คนตรงหน้านี่ทำให้เธอเหลือรับจริงๆ คนอะไร นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา ปากเสีย เอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง ชอบพูดเหมือนฉลาดรู้ดี ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ คนเดียวไม่เคยนึกถึงใจคนอื่น บ้าบ้าบ้า !
ไวเท่าใจคิด วัตถุที่อยู่ใกล้มือที่สุดถูกจับเหวี่ยงไปสุดแรงเกิด
มันจับเผาะเข้าเข้าที่ท้ายทอยของอีกฝ่าย ก่อนจะถูกแรงกระแทกส่งให้ระเบิดออก ปล่อยไส้ในที่เป็นน้ำเย็นเยียบให้ไหลอาบต้นคอและปกคอเสื้อจนชุ่มโชก
คราวนี้ยู่อี่ถึงกับหัวเราะออกมาดังๆ เหมือนความอึดอัดไม่พอใจที่สะสมมาถูกบรรจุอยู่ในลูกโป่งน้ำ และทั้งหมดนั้นก็ได้ระเบิดมลายสิ้นเมื่อได้ปะทะกับเจ้าตัวต้นเหตุจังๆ เธอหัวเราะ หัวเราะ แล้วก็หัวเราะ พลางจ้องมองชายหนุ่มย่ำสวบๆ กลับมา ด้วยความโกรธที่แทบว่าจะเผาไหม้ต้นหญ้าให้เป็นจุณคาเท้า จนเมื่อเขาเดินมาถึงใต้ต้นไม้ เงยหน้าส่งแววตาเขียวเรืองเหมือนพญายมมาให้ เด็กสาวจึงได้ย่อตัวลงตะโกนสวนกลับไป
“โกรธหรือเจ้าคะ ท่านดาเตะ”
อีกฝ่ายยังคงเงียบ ดวงตาสีเขียวเรืองหรี่ลงเพียงนิดเดียว ดูเหมือนเสือดำที่จ้องจะตะครุบเหยื่อเสียจริงๆ หากเธอก็ไม่นึกหวั่นไหว กลับส่งยิ้มแล้วตะโกนกลับไปอีกครั้ง
“ถ้างั้นข้าจะลงไปหาเดี๋ยวนี้แหละ รอแป๊บเดียวนะเจ้าคะ”
และโดยไม่รอคำตอบของอีกฝ่าย เธอก็หันหลังกลับ ดวงตาปิดสนิท ก่อนจะทิ้งตัวให้ร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก หูยังได้ยินเสียงหวีดหวิวของอากาศที่กรีดผ่าน ความเจ็บที่แปลบขึ้นมาเมื่อแก้มถูกบางอย่าง (กิ่งไม้ล่ะมั้ง?) ขีดข่วน หากจู่ๆ ก็กลับตกฟุ่บลงไปบนบางอย่างที่รวบร่างเธอไว้แน่น เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบใบหน้าของคนที่คาดหมาย ยู่อี่ขยับจะร้องทักเขา..หากก็ถูกตวาดด้วยเสียงฟ้าผ่าเสียก่อน
“เป็นบ้าอะไรของเจ้า อยากตายหรือไงหา !”
เด็กสาวหูอื้อไปชั่วขณะ เมื่ออยู่ชิดใกล้กันขนาดนี้ เธอก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังโกรธ โกรธจริงๆ อุณหภูมิร่างกายนั้นร้อนราวจะไหม้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน หากเป็นเมื่อก่อนไม่แน่ว่าเธอจะกลัวจนตัวสั่นไปแล้ว หากบัดนี้… เธอกลับสัมผัสได้มากกว่านั้น
—————-
เด็กสาวอ้าปาก พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด หากต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกอากาศที่ล่วงล้ำเข้ามากลับกรีดลำคอราวมีดน้ำ
แข็งเย็นเยียบ โลกเหมือนจะมืดมิดไปหมดสิ้นในขณะที่เสียงรอบข้างกลับทวีความดังกึกก้องเหมือนน้ำตกใหญ่ กระแทกเข้าไป
ถึงในอก ซัดสาดบีบเค้นจนแทบพังทลาย ประสาทสัมผัสเหมือนจะเป็นอัมพาตไปหมดสิ้น ราวกับโลกนี้เป็นเรื่องหลอกลวงและ
มีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้นที่เป็นของจริง..
เธอจึงไม่ได้รับรู้ว่ามีท่อนแขนกำยำคว้าร่างตัวเองขึ้นมาจากพื้นดิน และก็เป็นคนผู้นั้นอีกเช่นกันที่ร้องตะโกนเสียงดังลั่น
“ไปตามหวังต้าเล้งมา !”
สัมผัสของมือเย็นๆ ปลุกยู่อี่ให้ลืมตาจากความมืด
“ท่านลุง…” เด็กสาวกระซิบเหมือนเห็นใบหน้าผู้เปรียบเสมือนบิดา ดวงตาร้อนผะผ่าว เพียงกระพริบตาหยาดน้ำใสก็ไหลอาบ
แก้ม
“ไม่เป็นไรนะยู่อี่” หวังต้าเล้งลูบศีรษะบุตรสาวบุญธรรมเบาๆ “ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า”
เด็กสาวส่ายศีรษะ พยายามยันตัวเองขึ้นจากเตียง หากผู้อาวุโสก็กดไหล่ให้อีกฝ่ายนอนราบลงไปเช่นเดิม
“นอนพักซะ เดี๋ยวอาการก็กำเริบหรอก”
ยู่อี่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามอีกฝ่ายแต่โดยดี หากนิ่งไปชั่วครู่ “คนป่วย” ก็หันมาส่งยิ้มบางๆ ให้ท่านลุง
“ไม่หรอกค่ะ โรคยังไม่กำเริบตอนนี้หรอก…” ถ้อยคำที่ฟังดูราวกับพูดลอยๆ กลับดูมีน้ำหนักอย่างประหลาด เด็กสาวหันมาสบ
ตาท่านลุงก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
” 33 วันแรกอาการจะกำเริบสามวันครั้ง อีก 33 วันต่อมาจะร่นขึ้นเป็นสองวันครั้ง 33 วันสุดท้ายอาการจะกำเริบทุกวัน…
และในวันที่ 100 คนไข้ก็จะสูญเสียสติชัมปชัญญะ เลือดออกทางทวารทั้งห้า และสิ้นชีวิตไปในที่สุด..”
หวังต้าเล้งจ้องมองเด็กสาวอย่างไม่เชื่อสายตา แม้แต่ผู้เลิศภพจบแดนอย่างแก ก็มีช่วงเวลาที่สิ้นคำพูดเช่นกัน
“ก่อนสลบไป ข้าเห็นตัวไรหนอนโลหิตที่ข้อมือน่ะค่ะ” สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะหลุดชื่อคนที่เกลียดแสนเกลียดออกมา
“โตโดเฮียวเอปลุก
—————-
ดาเตะเอนตัวพิงผนัง หลับตานิ่ง ดูเผินๆ เหมือนกำลังเอนหลังงีบยามบ่าย หากสมาธิของชายหนุ่มถูกเพ่งจนเรียวแหลมราว
กับเข็ม จดจ่ออยู่กับเพียงสิ่งเดียว
…บทสนทนาระหว่างหวังต้าเล้งและท่านผอ….
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านเล้ง”
เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเสียงของผอ.จะตามมา ครั้งนี้กระแสเสียงเจือแววเห็นใจ
“แย่ขนาดนั้นเลยหรือ”
“นางยังพอมีสติ แต่ร่างกายไม่ยอมรับยาอะไรเลย ป้อนอย่างไรก็อาเจียนออกมาหมด…” เสียงถอนหายใจยาวคั่นจังหวะ “
ความจริงตัวยาก็แทบไม่ช่วยแล้ว… แต่ข้าคิดว่าอย่างน้อยถ้าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้นางได้ซักนิด…”
เสียงพูดคุยค่อยๆ ห่างไกลออกไป ดูเหมือนว่าทั้งสองจะเดินไปจากรัศมีประสาทสัมผัสเสียแล้ว
ดาเตะลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เงียบๆ
ท่านรองฯ ปีหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเตียงคนป่วย รู้สึกหน้ามืดตาลายราวจะเป็นลมเป็นครั้งแรกในชีวิต
เด็กสาวที่หลับอยู่บนเตียงนั้นคล้ายยู่อี่เหลือเกิน.. คล้ายเหลือเกินแต่ก็ไม่ใช่ ยู่อี่ของเขาเป็นสาวน้อยตัวเล็กบอบบาง แต่แข็ง
แรงมีชีวิตชีวาราวกับลูกม้าน้อย หากเด็กสาวตรงหน้านี้กลับซีดขาวเปราะบางราวเครื่องแก้ว ดูราวกับกระทบถูกเพียงนิด
เดียวก็จะแหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ
หากนี่เป็นยู่อี่เขาคงบังคับจับยากรอกปากเจ้าหล่อนแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กสาวที่ตนไม่รู้จัก ชายหนุ่มจึงได้แต่ละล้าละลัง
ราวกับรับรู้ถึงกระแสความสับสน เด็กสาวบนเตียงจึงลืมตาขึ้น และในพริบตานั้น ยู่อี่ที่เขารู้จักก็กลับมา
ร่างนั้นยังซีดขาวเปราะบางเหมือนเดิม แต่อะไรบางอย่างในแววตานั้น ประกายพลังชีวิตยังคงเต้นเร่า แม้จะอ่อนแสงลงแต่
เหมือนจะยิ่งลุกโชติช่วง แววตาที่เขาไม่เคยเห็นในผู้หญิงคนไหนนอกจากยู่อี่…
“มาเยี่ยมหรือคะ” จันทรายิ้มน้อยๆ น้ำเสียงสดใสราวกับไม่ใช่คนโดนโรคร้ายกล้ำกราย
ดาเตะผงกศีรษะรับเงียบๆ
เด็กสาวรีบพูดต่อราวกับกลัวโดนแย่ง
“แต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ข้ากลับไปรักษากับท่านลุงหวังอีกแป๊บเดียวก็หายล่ะ ลุงหวังของข้าเป็นถึงหมอเทวดานะ”
คราวนี้ชายหนุ่มส่งเสียงอืมม์ รับในลำคอเบาๆ
“ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ให้ใครช่วยดูแล…” เสียงชะงักขาดไปกลางคันเมื่อดาเตะยกมือเป็นเชิงห้าม
“พอ ไม่ต้องจ้อแล้ว นอนพักซะ เรื่องทางนี้ข้าจะดูแลให้เอง ไม่ต้องห่วง” เขากำราบเสียงเข้มเสียงจนอีกฝ่ายทำหัวหดลงไปใต้
ผ้าห่ม ยิ้มเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะหลับตาวางศีรษะลงบนหมอนอย่างว่าง่าย
…พริบตานั้นเด็กหญิงป่วยหนักก็กลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่อาจปฎิเสธได้อีกแล้ว… ว่าเด็กคนนั้นก็คือยู่อี่
ดาเตะเลื่อนประตูปิดตามหลัง ยกฝ่ามือที่ถูกจิกเสียจนโลหิตไหลซึมขึ้นมามอง ก่อนจะกำหมัดชกเปรี้ยงไปยังเสาคอนกรีตใกล้
ตัว เสียงทึบๆ ดังก้องไปทั่วโรงเรียน หากคนก่อเรื่องยังคงจ้องหมัดที่บัดนี้อาบไปด้วยโลหิตด้วยสีหน้าไร้อารมณ์…
ยังไม่พอ…
ยู่อี่คงเจ็บปวดยิ่งกว่านี้.. ทรมานยิ่งกว่านี้ไม่รู้เป็นกี่ร้อยเท่า…
แต่เด็กคนนั้นก็ยังคงยิ้ม ยิ้มอย่างบริสุทธิ์จริงใจกระไรปานนั้น…
ไม่ได้รู้บ้างเลยว่าไอ้รอยยิ้มนั่นมันบาดใจคนที่ได้แต่มองแค่ไหน…
———————–
(เอพิโซดเล็กๆ ของพี่สาวกับน้องชาย)
(เปลี่ยนโทนให้เป็นเจคว้าช่วยให้ฮาคุโอรอดจากการประหารของพวกเดียวกัน และเมื่อไม่รู้จะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน จึงหอบกลับ
มาด้วย)
เด็กหนุ่มเหงื่อกาฬแตกผลั่ก ขนลุกไปทั่วร่างเมื่อสัมผัสได้ถึงความอำมหิตผิดมนุษย์มนาของพี่ชายคนโต และเข็มสูบโลหิตที่
ชั่วร้ายเย็นชา เขาพยายามจะวิ่งหนี หากทั่วร่างกลับแข็งชาราวถูกหน่วงเหนี่ยวด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น แม้ไม่อาจมองทะลุได้ใน
ความมืดมิด เขาก็รู้ว่ามันกำลังจะพุ่งมาในอีกไม่กี่วินาทีนี้
“อ๊ากกกกกกกกกซ์” เด็กหนุ่มแหกปากสุดเสียง สะบัดผ้าห่มกระเด็นหลุดจากตัว อื๋อ… ผ้าห่ม…เรอะ…?
ยังไม่ได้ทันได้คิดอะไรมากกว่า สายตาอันฉับไวก็จับการเคลื่อนไหวของผ้าม่านขาวๆ ที่ถูกกั้นไว้ทางมุมขวาของห้อง เมื่อมัน
ถูกเลิกออก ก็มีผู้หญิง.. เด็กผู้หญิงคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามามอง
“อ้าว ฟื้นแล้วเหรอ” เสียงสดใสราวกับกระดิ่งร้องทัก “รอแป๊บนึงนะจ้ะ”
ผ้าม่านถูกตลบปิดอีกครั้ง เธอหายไปแล้วโดยไม่รอคำตอบของเขา
ฮาคุโอนั่งนิ่งชั่วขณะ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ แม้จะรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อในร่างกำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
เขานั่งอยู่บนเตียงในห้องแคบๆ ที่ถูกกั้นแบ่งพื้นที่แบบง่ายๆ ด้วยผ้าขาว แม้บรรยายกาศจะไม่คุ้นเคยหากภาพนี้กลับคุ้นตา
อย่างยิ่ง แล้ว เขานึกออกในวินาทีถัดมาว่านี่คงจะเป็นภายในคอปเตอร์ขนส่งที่เขาหลับครอกๆ มาตลอดทางนั่นเอง
แต่ที่นี่ไม่ใช่คอปเตอร์ของเรียวซันปาคุแน่ ก็เขาเพิ่งจะถูกตัดขาดจากตระกูลไปหยกๆ แล้วผู้หญิงเมื่อกี้…
รร.ลผช.ฟฟ (4)
September 13, 2011 at 10:54 am (Uncategorized)
เสียงฝีเท้ากึกก้องจนแผ่นดินสะเทือนปลุกยู่อี่ให้ตื่นจากความซาบซึ้งใจ เธอหันขวับไปมองแล้วก็ต้อง
สะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นเพื่อนฝูงทั้งโรงเรียนวิ่งถลาดาหน้ามาทางตนอย่างสุดฝีเท้า เด็กสาวได้แต่ยกแขนขึ้นกันตัวเองตามสัญชาติญาณพลางหลับตาปี๋ ท่านจากิกับร่างสูงสามเมตรนั้นไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตัวเธอนี่สิคงไม่แคล้วถูกทับบี้แบนอยู่ภายใต้ความรักของเพื่อนๆ เป็นแน่
ทว่าก่อนหายนะจะมาถึงตัว ยู่อี่ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างถูกโยนมาคลุมหัว พร้อมๆ กับที่ร่างโดนใครบางคนคว้าไปหนีบไว้แน่น เสียงกระซิบ “หมอบ !” ดังขึ้นที่ข้างหูขณะอีกฝ่ายออกแรงกดที่ไหล่ดึงตัวเธอให้ก้มต่ำ พาคลานฝ่าการตะลุมบอนไปอย่างใจหายใจคว่ำ หลายต่อหลายครั้งที่รองเท้าหนังของใครทำท่าจะพุ่งหลาวลงมาบนหัวหรือตัว คนข้างตัวก็คว้าจับ ดัน ซัดกระแทกกลับ (พร้อมเสียงร้องโหยหวนจนยู่อี่ต้องนึกขอขมาอยู่ในใจ) ไปได้ทุกครั้ง จนเมื่อคลานฝ่าสมรภูมิออกมาจนรู้สึกว่าเสียงเอะอะด้านหลังค่อยซาลงบ้างแล้ว เขาคนนั้นจึงฉุดข้อมือเธอให้ลุกขึ้นยืนพลางดึงเสื้อที่คลุมศีรษะออกไป
ยู่อี่กระพริบตาถี่เมื่อแสงจ้าส่องเข้ามากะหันหัน ทว่าดวงตาก็ต้องเบิกกว้างออกอีกครั้งเมื่อเห็นชายร่าง
สูงที่ยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้า
“ท่านดาเตะ…” หญิงสาวกระซิบ
ชายหนุ่มสอดแขนกลับเข้าไปในเสื้อ ดึงชายให้กระชับแล้วหันกลับมาหาเพื่อนร่วมรุ่นสตรีเพียงคนเดียวของรุ่น ทำตาดุคิ้วมุ่นเช่นเคย
“เจ้านี่มันยังไงนะ จะหาเรื่องเจ็บตัวตั้งแต่เข้าเรียนยันวันจบเลยหรือไง” ว่าประชดตามเคย ยู่อี่รำๆ นึกอยากสวนกลับไป ก็คนที่ฟาดเธอสลบตั้งแต่วันแรกนั่นก็เขาเองไม่ใช่หรือไง แต่เมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญที่จะต้องพูดกันต่อไป เธอก็ได้แต่ข่มกลั้นไว้
“ขอบคุณ…ที่ช่วยค่ะ”
“ท่านดาเตะ..” หญิงสาวร้องเสียงเครือ “ปล่อยข้าก่อนเถอะค่ะ”
น้ำเสียงกระวนกระวายแทบจะเป็นการวิงวอนกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาติญาณความเป็นเจ้าของในตัวชายหนุ่ม ร้องอีกสิ เสียงของเจ้าที่ไม่เคยให้ใครได้ยิน ร้องให้ข้าฟังคนเดียว ชายหนุ่มจึงยิ่งออกแรงกระชับวงแขนที่ตวัดรอบเอวบาง ริมฝีปากและเล็มอยู่ข้างใบหูเล็กได้รูป จ้องมองใบหน้าแดงก่ำของอีกฝ่ายพลางกระซิบอย่างนึกสนุก
“ถ้าไม่ปล่อยเจ้าจะทำอย่างไรหรือ”
ทว่าคำตอบกลับมาจากทิศทางที่ไม่คาดหมาย
“ก็จะฆ่าแกไง ไอ้กุ๊ยสักหกหน้า !”
เป็นเสียงตวาดดังกึกก้องจนหูอื้อ พร้อมกับที่ฝ่ามืออันทรงพลังของหวังต้าเล้งฟาดวูบลงมา ดาเตะรีบหมุนตัวกันร่างยู่อี่ไปเสียอีกทาง เปิดช่องว่างให้หวังต้าเล้งได้คว้าตัวลูกสาวกลับมาและซัดฝ่ามือเข้าที่ลิ้นปี่ของชายหนุ่มอย่างพอดิบพอดี แรงกระแทกนั้นส่งร่างเขาปลิวไปอัดกับกำแพงโรงเรียนเสียงดังโครมสนั่น ดาเตะรู้สึกราวกับซี่โครงซีกซ้ายร้าวไปทั้งแถบ หูยังแว่วๆ ได้ยินเสียงยู่อี่ร้องด้วยน้ำเสียงร้อนรนแทบร้องไห้
“ท่านลุงเจ้าคะ โปรดยั้งมือด้วยเจ้าค่ะ !”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอยู่ต่อหน้าคนรักหมาดๆ ท่านรองประธานผู้ทะนงในศักดิ์ศรีจึงยันตัวลุกขึ้นยืน ทำหน้ายิ้มเยาะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่รู้สึกว่ากระดูกทุกท่อนในร่างกำลังสั่นกราว
“ขออภัยด้วย ท่านหวังต้าเล้ง…” เขาเว้นจังหวะก่อนจะต่อ “หรือจะให้เรียกว่าท่านพ่อตาดี ?”
“สามหาว” หวังต้าเล้งตวาด ฉุนเฉียวจนแขนเสื้อปลิวกระพือ “หน้าอย่างเจ้าใครจะยอมยกลูกสาวที่น่ารักของข้าให้ !”
“ท่านจะยอมหรือไม่ใจยู่อี่ก็อยู่กับข้า” ดาเตะโต้ มือยังกอดอกยืนจังก้า
คำพูดนี้จี้ใจดำหวังต้าเล้งเข้าอย่างจัง (โปรดดูอดีตของท่านลุง) จนท่านถึงกับตวัดหน้าหันไปถามลูกสาวที่กำลังยื้อยุดแขนเสื้อบิดาบุญธรรมอยู่ข้างๆ เสียงสั่น
“ยู่อี่ นี่เจ้ารักมันจริงๆ น่ะหรือ !?”
“ข้า…ข้า…” หญิงสาวอึกอักเมื่อถูกบังคับให้เปิดเผยความในใจต่อหน้าสาธารณชน ไม่เพียงแต่อยู่ต่อหน้าบิดาและชายผู้เป็นที่รัก ตอนนี้กระทั่งเพื่อนและรุ่นพี่ก็ตามเสียงอึกทึกมามุงกันแทบทั้งโรงเรียน เธอหน้าแดงฉาน ทั้งเขินทั้งอายจนแทบเป็นลม
“ว่าไงล่ะ ยู่อี่ !” หวังต้าเล้งตวาดซ้ำอย่างร้อนใจ
“อย่ามาขึ้นเสียงกับยู่อี่ของข้านะ !” ดาเตะรีบปกป้องคนรัก ทว่าดูเหมือนจะผิดที่และเวลาไปเล็กน้อย
“ลูกสาวข้าไปเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ !?” แขนเสื้อชายชราเจ้าของวิชาแพทย์สี่พันปีเริ่มสะบัดปลิวขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าท่านเอาจริงข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ ท่านพ่อตา” บุรุษสักหกหน้าเอื้อมมือไปดึงหอกคู่ใจที่เหน็บไว้ด้านหลัง สะบัดมันคืนสู่ความยาวเต็มที่
ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะปะทุเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นเสียก่อน
“หยุดมือเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ ! ทั้งคู่นั่นแหละ !”
การเคลื่อนไหวทั้งหมดชะงักงัน ทุกสายตามาหยุดอยู่ที่หญิงสาวเป็นตาเดียว ยู่อี่ก้มหน้ามือยุดชายเสื้อ ใบหน้าก้มต่ำจนอ่านสีหน้าไม่ออก เห็นแต่ริมฝีปากเม้มแน่น สร้างภาวะกดดันให้แก่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นจนเงียบกริบไปตามๆ กัน เมื่อหญิงสาวเงยขึ้นมาอีกที ใบหน้าก็กลับซีดขาว แต่แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“ท่านลุงหวังเจ้าคะ… หัวใจยู่อี่มอบให้ท่านดาเตะเจ้าค่ะ”
ไม่ทันขาดคำ รอบข้างก็ทั้งโห่ทั้งเฮจนตึกเรียนเก่าโทรมแทบจะพังทลาย หากหวังต้าเล้งกลับหน้าซีดราวจะเป็นลม
“แต่ว่า…” หยาดน้ำตาที่เริ่มไหลรินอาบแก้มขาวซีดยั้งให้เสียงโห่ฮาหยุดชะงัก
“แต่ชีวิตของยู่อี่เป็นของท่านลุงหวัง” หญิงสาวปาดน้ำตา เสียงสั่นเครือ “หากเป็นคำสั่งของท่านลุงหวัง ยู่อี่ก็ยินดีตัดใจ…”
“ยู่อี่ นี่เจ้า…” ชายหนุ่มผู้ถูกพาดพิงก้าวเข้าไปหาอีกฝ่าย ทว่าเธอกลับถอยไปหลบหลังบิดาบุญธรรม พลางสั่นศีรษะน้อยๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเอาจริง
หวังต้าเล้งถอนหายใจ หันไปมองบุตรสาวก็เห็นว่าเธอกำลังเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นแม้จะแดงเรื่อ แต่ก็ฉายแววเอาจริงเอาจังใสซื่ออย่างที่เคยเป็นมาอยู่เสมอ ไม่ได้คลั่งรักจนหน้ามืดตามัวอย่างที่ท่านเคยหวาดกลัว
“ถ้าพ่อสั่งให้เจ้าเลิกคบกับไอ้กุ๊ยนั่น เจ้าจะมีความสุขหรือ..?” ท่านอดไม่ได้จะยกแขนเสื้อขึ้นซับคราบน้ำตาบนใบหน้าธิดา
“ยู่อี่…” หญิงสาวก้มหน้างุดอีกครั้ง “ยู่อี่เพียงได้ติดตามท่านลุงหวังไป ก็ไม่ต้องการสิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ”
หวังต้าเล้งถอนใจอีกรอบ แม้ท่านจะเป็นผู้เจนจบสิ้นทั้งวิชาแพทย์และวิชามายาจากวัดชินเค็นจิ ก็ไม่อาจปลุกปล้ำหัวใจให้แข็งทื่อกับบุตรสาวคนเดียวอันเป็นที่รักได้
“ยู่อี่เอ๋ย” ท่านเชยคางบุตรสาวขึ้น “เจ้านี่โกหกไม่เก่งอย่างไรก็อย่างนั้น นี่เห็นพ่อเป็นคนใจดำขนาดจะเก็บลูกสาวไว้ข้างตัวจนแก่ค้างปีหรือไง”
หญิงสาวหัวเราะคิกทั้งน้ำตา “ก็แล้วไม่จริงหรือเจ้าคะ”
…ก็จริง ดีกว่าปล่อยให้เจ้าแต่งไปกับไอ้กุ๊ยนั่น… ท่านกลืนคำพูดนั้นลงคออย่างยากเย็น
ทว่าเสียงตึงก็ดังขึ้น ขัดจังหวะการสนทนาอันซาบซึ้งของสองพ่อลูกไปโดยปริยาย ที่แท้ดาเตะก็ปักด้ามหอกลงกับพื้นดิน แรงเสียจนมันแทบจะทะลุไปครึ่งด้าม
และท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของคนทั้งโรงเรียน ดาเตะ โอมิโตะคนนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า สองมือวางข้างหน้า ศีรษะค้อมต่ำแทบจรดพื้นดิน
“ท่านหวังต้าเล้ง ข้าขอโทษที่เสียมารยาท” เขาพูด ดวงตายังจ้องต่ำ “แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ว่าข้ารักยู่อี่ด้วยใจจริง”
สิ้นประโยคแล้วชายหนุ่มก็อึกอักอยู่ ถ้าใครสายตาดีก็จะเห็นว่าดาเตะผู้ห้าวหาญคนนั้นเริ่มมีเหงื่อซึมตามขมับ หน้าเป็นสีเช้มขึ้น
“เพราะงั้น… ข้าขอร้องท่าน” ศีรษะยิ่งก้มต่ำ “ยกยู่อี่ให้ข้าเถอะ”
เสียงดาเตะคราวนี้ไม่ดังนัก หากด้วยความเงียบของรอบข้างมันจึงกังวานได้ยินชัดถนัดถนี่ หวังต้าเล้งมองลูกสาว ยู่อี่ก้มหน้าแดงก่ำมองพื้น แต่สายตาช้อนมองบิดาบุญธรรม ดาเตะก้มศีรษะมองดิน ส่วนสายตาคนอื่นๆ จับอยู่ที่ทั้งสามเป็นจุดเดียว
ในที่สุดความเงียบอันหนาหนักก็ถูกทำลายด้วยเสียงแค่นดังเฮอะจากปากบุรุษชรา
“คนที่มาแต่ตัวอย่างเจ้า ใครจะยอมยกลูกสาวให้”
ยู่อี่สะดุ้งเฮือกราวโดนแส้โบย สายตาที่เงยขึ้นมองบิดาเลี้ยงนั้นแฝงแววเจ็บช้ำอย่างปิดบังไม่มิด หากเจ้าตัวก็เพียงแต่เม้มปากแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ส่วนชายหนุ่มนั้นก้มศีรษะลงต่ำ มือกำแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน
“ดังนั้น ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งปี”
หนุ่มสาวเงยหน้าขวับขึ้นพร้อมกัน หากหวังต้าเล้งยังพูดต่อหน้าตาเฉย ไม่สนใจปฎิกริยาของรอบข้าง
“เข้าใจหรือเปล่า เจ้ากุ๊ยสักหกหน้า ข้าจะให้เวลาเจ้าพิสูจน์ตัวเองหนึ่งปี ถ้าเวลาผ่านไปแล้วจิตใจเจ้ายังซื่อตรงต่อยู่อี่ ก็มาคอยหน้าโรงเรียนนี้ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”
“ท่านลุงหวัง” หญิงสาวร้อง โผเข้ากอดคอบิดาบุญธรรมแน่น
ส่วนดาเตะเงยหน้าขึ้น คราวนี้ดวงตาทอประกายกล้า
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
“อย่าเพิ่งปากเก่งนักเลยเจ้ากุ๊ย ถ้ากล้ามาขอยู่อี่ปากเปล่าเหมือนตอนนี้ข้าจะเตะเจ้าให้คว่ำ”
“แต่ยู่อี่เชื่อในตัวท่านดาเตะนะเจ้าคะ”
หญิงสาวตอบแทนเสียงแจ๋วในทันที ความเบิกบานยินดีนั้นเปล่งประกายจ้า แทบว่าจะล้นปรี่ออกจากร่างน้อยๆ หวังต้าเล้งจึงได้แต่ลอบถอนใจ ตบเอวส่งธิดาบุญธรรมไปข้างหน้า บอกเพียงสั้นๆ
“ข้าจะไปร่ำสุรากับท่านเอดะจิม่าเสียหน่อย เราเลื่อนเวลาเดินทางออกเป็นยามสาม เจ้าจะไปฉลองกับเพื่อนๆ ก็ไปเถอะ” เมื่อไม่อาจตัดใจบอกให้ลูกสาวไปอยู่กับ “ไอ้กุ๊ยนั่น” ได้ ท่านจึงเฉไฉไปใช้คำว่าเพื่อนๆ เสียแทน จะได้แสลงใจตัวเองน้อยลงหน่อย
ยู่อี่ชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาหาบิดาที่รัก ก้มศีรษะลงบอก “ขอบคุณเจ้าค่ะ” ด้วยรอยยิ้มที่สดใสบาดตาผู้พบเห็น ก่อนจะวิ่งตื๋อไปประคองดาเตะที่กำลังยันตัวลุกขึ้น
หวังต้าเล้งถอนใจยาว เมื่อหันหลังกลับไปให้พ้นจากภาพบาดสายตาก็สหายร่วมวัยยืนถือขวดเหล้ามังกรดำรออยู่พอดี
“ขวดนี้ใช้ได้ไหมล่ะ ท่านเล้ง” ท่านผอ.หัวเราะหึๆ “หรือว่าเป็นนารีแดงจะดีกว่า ?”
“นารีแดงของท่านน่ะเก็บไว้ก่อนเถอะ” หวังต้าเล้งว่า แต่ดวงตาก็หรี่ลงน้อยๆ “ปีหน้าก็คงได้เปิดแล้วกระมัง”
“คู่รักคู่แรกของโรงเรียนนี้เชียวนะ” สหายว่า อารมณ์ครื้นเครงอย่างเห็นได้ชัด “แบบนี้ต้องฉลองใหญ่กันหน่อย !”
********************
********************************
“รู้สึกตัวแล้วเหรอคะ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ก่อนเด็กสาวตาโตเจ้าของเสียงจะเลิกม่านเดินตามเข้ามา
“นี่ข้าเป็นอะไรไป” ดาเตะยันตัวขึ้น รู้สึกว่าเสียงตัวเองฟังดูอ่อนเปลี้ยอย่างไม่น่าให้อภัย
“เลือดเสียค่ะ” ยู่อี่วางถาดลงที่ข้างเตียงขณะให้คำอธิบาย “ดูเหมือนว่าโลหิตของไคเร็นจะเป็นพิษร้ายแรง พอโลหิตมันทะลักออกมา ท่านที่อยู่ใกล้ก็เลยได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เลือดในกายโดนพิษระบาดเกือบหมด ถ้าไม่ได้ทุกคนช่วยกันถ่ายเลือดให้ก็คงแย่ไปแล้ว…”
“งั้นหรือ…” ชายหนุ่มตอบรับห้วน แต่ใจระอุอุ่นวาบ อดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในขณะนี้ ปัจจุบัน เขามีผองเพื่อนที่ฝากชีวิตไว้ได้ ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป…
“สีหน้าท่านยังไม่ค่อยดี ดื่มนี่เสียหน่อยนะคะ” ว่าแล้วของเหลวอุ่นๆ สีเข้มส่งกลิ่นฉุนเฉียวก็ถูกยื่นมาตรงหน้า
“ยาบำรุงเลือดค่ะ ต้องดื่มนะ” เมื่อเห็นสีหน้าเขา เด็กสาวก็ต้องย้ำอีกรอบ หน้าตาขึงขังเสียจนชายหนุ่มต้องหยิบมากรอกใส่ปากรวดเดียวหมด ก่อนทำหน้าเหยเก
“ขอบคุณค่ะ” ยู่อี่ยิ้มบางๆ เก็บแก้วใส่ถาดแล้วทำท่าจะผละออกไป หากถูกยั้งไว้เสียก่อน
“แล้ว… เจ้าพวกนั้นล่ะ ?”
“อ้อ พวกเขาก็อยากมาเฝ้าท่านเหมือนกัน แต่มันดึกมากแล้ว แต่ละคนก็เสียเลือดกันจนซีดไปหมดแล้ว ข้าก็เลยไล่กลับไปนอนก่อน”
“ป่านนี้แล้วหรือ” เขาคราง เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นจันทราขึ้นสูง แทบจะเลยกลางขอบฟ้าไปแล้ว
“ค่ะ ท่านก็นอนต่อเถอะ” เด็กสาวว่าพลางตลบม่านออกไป “อีกไม่นานก็รุ่งเช้าแล้ว”
แทนที่จะปฎิบัติตามคำแนะนำ ดาเตะกลับเอนตัวลงมาจากเตียง แม้จะรู้สึกหน้ามืดวูบเมื่อ
เท้าแตะพื้น เขาก็แข็งใจเดินไปเปิดม่านออก
ยู่อี่กลับไปนั่งก้มหน้าก้มตาทำอะไรง่วนอยู่ที่โต๊ะทำงานเสียแล้ว ในห้องพยาบาลแคบๆ นั้นสว่างนวลด้วยแสงตะเกียง ไม่ใช่แสงขาวเจิดจ้าจากหลอดไฟฟ้าที่คุ้นเคย
“แล้วนั่นเจ้าทำอะไร ทำไมไม่หลับไม่นอน” คำพูดออกมาห้วน… เหมือนการออกคำสั่งไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สกัดตัวยาจากหน่อแสงจันทร์ค่ะ” คนโดนถามตอบตรง หน้ายังไม่ยอมเงยขึ้นจากโต๊ะ “เจ้านี่สรรพคุณสมานแผล ฟื้นกำลังชะงัดนัก แต่มันอ่อนไหวกับแสงแรงๆ จะทำอะไรได้ก็แต่ตอนกลางคืนเท่านั้น”
ดาเตะขมวดคิ้ว วันนี้นักเรียนโรงเรียนเขาถูกเล่นงานจนงอมกันถ้วนหน้าเป็นประวัติการณ์ หน่วยพยาบาลเองก็คงเหนื่อยสาหัสไม่น้อย ยิ่งมีแม่นี่อยู่คนเดียว…
ท่านรองฯ ของเด็กปีหนึ่งสาวเท้าไปยืนถมึงทึงค้ำหัวคนบนโต๊ะ
“นี่ตั้งแต่เช้าเจ้าได้พักบ้างหรือยัง”
“ข้ายังไหวหรอกค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ข้าไม่ได้ถามว่าไหวไหม ถามว่าได้พักหรือยัง”
คราวนี้คำตอบมาพร้อมเสียงถอนใจ “ยังค่ะ แต่เดี๋ยวสายๆ หน่อยเก็บของเสร็จแล้วข้าจะไปพักล่ะ” ว่าแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่านเองก็เหมือนกัน กระแสเลือดยังไม่เข้าที่ดี อย่าเพิ่งลุกขึ้นมาเลย ไปนอนเถอะค่ะ”
ดาเตะยิ้มในหน้า กระแสเสียงของฝ่ายตรงข้ามชักจะเจือความรำคาญหน่อยๆ ราวกับจะ
บอกว่าจะไปไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับข้าเลย จนเขานึกอยากอยู่ยั่วประสาทเล่น แต่จนใจที่ขาแข้งชักจะเริ่มสั่นขึ้นมาจริงๆ สงสัยที่อีกฝ่ายว่าเลือดไม่เข้าที่นั่นคงไม่ได้แค่ขู่เล่นหรอกล่ะกระมัง ท้ายที่สุดแล้วจึงยอมล่าถอยกลับไปที่เตียงโดยดี
เมื่อไม่มีอะไรจะทำและไม่นึกง่วง เขาจึงนั่งมองอีกฝ่ายง่วนกับงานไปพลางๆ ทว่ายิ่งมอง
ความรู้สึกกลับยิ่งปั่นป่วน สายตาเขาดี.. ดีเกินไปจนเก็บรายละเอียดได้ทุกสิ่ง
เมื่อจดจ่ออยู่กับงาน ใบหน้าของยู่อี่กลับดูเป็นผู้ใหญ่อย่างประหลาด ในแสงตะเกียงที่วับวาม ผิวเนื้อนั้นดูผ่องใสราวจะมองทะลุ ขนตายาวเป็นแพหลุบต่ำ บางครั้งก็กระพริบถี่ราวกับปีกผีเสื้อ จมูกโด่งได้รูป แก้มใส ดาเตะพยายามจะเสมองไปทางอื่น แต่สายตากลับไล่ไปตามต้นคอเรียวเล็ก ไหล่ลาดบอบบางโดยไม่ได้ตั้งใจ ความเป็นจริงที่ว่า “ยู่อี่เป็นเด็กผู้หญิง” ที่เขาปฎิเสธมาตลอดก็มากระแทกใจอย่างจริงจังจนแทบจุก
เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาจึงตัดสินใจปิดม่าน ข่มตาหลับให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ในใจนึกภาวนาว่าเมื่อตื่นมารุ่งเข้า ขอให้ความคิดฟุ้งซ่านนี้หายไปด้วยเถิด…
—————-
“รอบชิงชนะเลิศทั้งที ถึงข้าคิดว่าเราควรจะหาสิ่งบันเทิงมาเพิ่มความเร้าใจกันซักเล็กน้อย” โตโด เฮียวเอยิ้มเป็นเลศนัย ก่อนจะตบมือให้สัญญาณขึ้นดังๆ
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงสะเทือนครืดคราด ผิวดินปริแตกเป็นรอยยาวก่อนจะแยกเป็นเสี่ยงๆ เปิดทางให้วัตถุขนาดใหญ่เผยโฉมจากใต้ดิน นั่นคือลูกแก้วทรงกลมคล้ายโหลปลาทอง ทว่าขนาดใหญ่พอที่คนจะลงไปได้สบายๆ เมื่อเขม้นมองให้ดีจึงเห็นว่าในลูกทรงกลมนั้นมีไม้ทรงกางเขนไม้ขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างงดงามด้วยเถากุหลาบปักอยู่ เมื่อลูกทรงกลมนั้นเริ่มหมุนน้อยๆ หันด้านหน้าของกางเขนมาทาง “กรง” ของโรงเรียนลูกผู้ชาย ทุกคนก็ต้องสะดุ้งเฮือกโดยพร้อมเพรียงกัน
“ยู่อี่…” เป็นเสียงร้องครางจากปากท่านประธานปีหนึ่ง ผู้ดูจะคุมสติไว้ได้มั่นคงที่สุด
ใช่ บนกางเขนนั้น มีร่างของเด็กสาวคนสำคัญของพวกเขา… ในสภาพที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าหัวใจถูกขยี้จนแหลกราญลวดหนามเส้นหนาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ตรึงร่างของยู่อี่ให้พันธนาการอยู่กับกางเขนไม้ ลำแขนและช่วงขาตั้งแต่เข่าลงไปเปล่าเปลือย เผยให้เห็นหนามแหลมที่ฝังลงในผิวเนื้อและโลหิตที่ไหลรินไปตามเส้นเหล็กจนร่วงลงเป็นดอกดวงแดงฉาน ชุดขาวรัดเอวที่สวมใส่เปรอะเปื้อนรอยด่างของโลหิตเป็นหย่อม แม้แต่มงกุฎช่อดอกไม้ที่ถูกสวมประดับก็ยังปรากฎแง่งหนามฝังลึกลงบนศีรษะ ส่งโลหิตไหลรินเป็นสายลงมาตามดวงหน้าซีดเผือดที่เอียงพับไปข้างหนึ่ง ดวงตาปิดสนิท ทั่วร่างไม่บ่งบอกสัญญาณของความมีชีวิตแม้แต่น้อยนิด
ทั่วโคลอสเซียมนั้นเงียบกริบ แม้จะเป็นผู้ชื่นชอบการต่อสู้เพียงใด ผู้ชมส่วนมากก็คงไม่ได้มีจิตวิปริตพอจะยินดีกับร่างเด็กสาวที่ถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยม
ทันใดเสียง “กึง” ก็ดังแหวกอากาศ กังวานไปทั่วโคลอสเซียม ที่แท้รุ่นพี่อาคาชิก็เงื้อกำปั้นต่อยลูกกรงเหล็ก หนักเสียจนเหล็กกล้าแทบจะงอไปตามกำลังแรง
หมัดแห่งความพิโรธของท่านประธานปีสองรุนแรงเหมือนจะเป็นตัวจุดประกายความเจ็บแค้นของทุกคนในทีมให้ลุกพรึ่บ
โทร่ามารุและโทงาชิกระโจนเข้าเขย่าลูกกรง แหกปากร้องเรียกชื่อเด็กสาวไม่หยุดยั้ง “ยู่อี่ ! ยู่อี่ ! ลืมตาขึ้นสิ ยู่อี่ !” คนอื่นๆ เบือนหน้าหนีจากภาพเบื้องหน้า หากว่ากำปั้นเค้นแน่นแทบจะจิกลงในเนื้อ บ้างก็ส่งสายตาอาฆาตแค้นไปยังโตโด เฮียวเอ ผู้ก้าวขึ้นแท่นศัตรูตัวฉกาจในใจในพริบตา
ชะรอยจะรู้สึกได้ถึงสายตาหมายชีวิตเหล่านั้น โตโด เฮียวเอจึงเผยรอยยิ้มไม่สะทกสะท้าน จับไมค์ขึ้นมาบรรยายต่อไป
“ไม่ทราบว่าทุกท่านเคยได้ยินเทพนิยายกรีกเรื่ององค์หญิงแอนโดรเมด้าไหมครับ” เผยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนจะพูดต่อ “เป็นเรื่องที่ข้าโปรดปรานมาก องค์หญิงแสนงามผู้เด็ดเดี่ยว ยอมเสียสละตัวเองล่ามโซ่เป็นเหยื่อสังเวยให้สัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล เพื่อปกป้องประชาชนของนาง”
“ตลอดเวลานั้นข้านึกสงสัยมาตลอด ว่าภาพของเด็กสาวที่อ่อนแอไร้กำลัง แต่กลับออกเผชิญหน้ากับมารร้ายอย่างกล้าหาญนั้นจะงดงามสูงส่งเพียงไร” โตโด เฮียวเอพักสูดลมหายใจ
“และในที่สุดข้าก็ได้สมปรารถนา ต้องขอขอบคุณฝั่งโรงเรียนลูกผู้ชายเสียจริงๆ ที่กรุณาส่งคุณหนูที่น่ารักคนนั้นมาให้” ว่าแล้วก็โปรยยิ้มให้เหล่าชายหนุ่มที่ยืนตาลุกเป็นไฟคล้ายไม่ตั้งใจ
“นางเป็นเด็กผู้หญิงในอุดมคติของข้าจริงๆ ชาติตระกูลสูงส่ง หน้าตางดงาม ผ่องใสบริสุทธิ์เหมือนกล้วยไม้ขาว แต่จิตใจแกร่งกล้าเปิดเผย …ถึงขนาดกล้าขู่ฆ่าข้าด้วยซ้ำ…” ชายชราหัวเราะเบาๆ “ข้าก็เลยเลือกให้นางเป็นองค์หญิงแอนโดรเมด้าในนิทานของข้า…”
“หุบปาก !” เป็นเสียงตวาดจากปากชายหนุ่มสักหกหน้า แม้เป็นเสียงสดไม่ผ่านเครื่องขยายเสียง มันก็ดังก้องได้ยินถนัดไม่แพ้เสียงผ่านไมค์ของโทโด เฮียวเอ
“ยู่อี่ไม่ใช่ของแก ไอ้แก่ชั่ว !” วลีสุดท้ายแทบจะเป็นเสียงคำราม ” ถ้าไม่รีบปล่อยนางลงมาข้าจะใช้หอกนี่เลาะหนังเหี่ยวๆ ออกจากกระดูกแกซะ”
ประโยคคำสั่งแกมข่มขู่ทั้งที่ตนอยู่ในฐานะผู้เหย้านั้นเรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโคลอสเซียม เงินแทงพนันข้างโรงเรียนลูกผู้ชายสูงขึ้นพรึ่บพรั่บ ผู้ชมต่างพากันรู้สึกโดยถ้วนหน้ากันว่า “ไอ้หนุ่มไม่รู้จักเจียมตัวกลัวตายพวกนี้น่าสนุกดีพิลึก”
ฮิเอ็งจับตามองเจ้านายเก่าอย่างแปลกใจ แน่นอนว่าเขาเองก็โกรธแค้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่การเกรี้ยวกราดอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ออกจะผิดวิสัยดาเตะจริงๆ เจ้านายเก่าของเขา ไม่ว่าในเวลาใดก็มักจะควบคุมตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตกที่นั่งวิกฤติแค่ไหนก็ยังเผยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท ถากถางฝ่ายตรงข้ามจนพลิกกลับเอาชัยได้ทุกครั้ง …ในช่วงขวบปีอันยาวนานที่ได้ร่วมทางกันมา เขาก็เพิ่งเห็นดาเตะโกรธจน “หลุด” ก็ครั้งนี้เอง… เมื่อหันไปสบตากับรายเด็นและเกะซึโค ก็เห็นได้ว่าทั้งสองก็กำลังคิดอย่างเดียวกับเขา ก่อนดวงตาสามคู่จะเลื่อนไปจับที่ร่างเล็กๆ ขาวซีดที่ยังแน่นิ่ง…
…เหตุผล ก็คงเดาได้ไม่ยากล่ะกระมัง…
“ใจเย็นไว้ เจ้าหนุ่ม คุณหนูน้อยคนนั้นยังไม่ถึงที่ตายเร็วๆ นี้หรอกน่า” โตโด เฮียวเอหัวเราะหึๆ ไม่มีทีท่าครั่นคร้ามกับคำขู่ “ข้าบอกแล้วไงว่าจะเล่านิทานเรื่ององค์หญิงอันโดรเมด้าให้ถึงที่สุด พวกเจ้าก็อยู่เล่นกับคนแก่ต่ออีกนิดซี่”
คราวนี้ไม่เพียงแต่ฝั่งโรงเรียนลูกผู้ชาย แม้แต่ฝั่งนักรบเกาะเมโอเองก็ยังทำหน้าฉงน เมื่อเห็นโตโดชูวัตถุสีดำในมือขึ้น
“นี่เป็นสวิตช์ควบคุมลวดที่ตรึงองค์หญิงเอาไว้” ชายชราอธิบาย “หากกดปุ่มนี้เบาๆ ลวดก็จะแทงลึกเข้าที่หลอดลมและขั้วหัวใจของนางทันที ทีนี้ ข้าจะกดปุ่มเมื่อไหร่น่ะหรือ” ผุดยิ้มเจ้าเล่ห์พลางโบกรีโมทไปมาเบาๆ “ก็เมื่อพวกเจ้าพ่ายแพ้ หรือเมื่อศึกคู่หนึ่งดำเนินไปนานกว่าสามสิบนาทีไงล่ะ ว่าไง เร้าใจดีใช่ไหม”
“ไอ้จอมขี้โกงเอ๊ย…” ราเซ็ทคำรามรอดไรฟัน รุ่นพี่ปีสามผู้ผ่านการศึกมาอย่างโชกโชนอย่างเขามองออกทะลุปรุโปร่งว่าเป้าหมายของโตโด เฮียวเอคืออะไร เมื่อมีเส้นตายถูกขีดเช่นนี้ พวกเขาย่อมรุ่มร้อนกระวนกระวาย และเมื่อสมาธิแตกซ่านก็ย่อมยากต่อการเอาชัย เป็นเงื่อนไขที่ถูกเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพ่อ” คราวนี้อีกเสียงดังก้องขึ้นมาโดยไม่มีใครคาด “ข้าก็ไม่เห็นด้วย ถึงไม่ต้องใช้วิธีนี้ พวกเราก็เอาชนะมันได้สบายๆ อยู่แล้ว !”
เจ้าของคำทักท้วงคือโตโด โกคิ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลโตโดที่ยืนหน้าเครียดอยู่ เขาเองก็ไม่ได้เห็นชอบกับความคิดวิปริตของผู้เป็นบิดาเลี้ยงแต่แรกแล้ว จึงตกตะลึงไม่แพ้ใครเมื่อเห็นสภาพร่างเล็กที่ถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม ชายหนุ่มไม่ใช่คนใฝ่สูงบ้าอำนาจอย่างบิดาเลี้ยง สิ่งที่ต้องการจากใจจริงก็คือได้พิสูจน์ฝีมือของตัวเองในฐานะผู้นำนักรบเกาะเมโอเท่านั้น
“ข้าไม่ได้อนุญาตให้เจ้าพูดนะ โกคิ !” โตโดกำราบอย่างเฉียบขาว “เจ้ามีหน้าที่ต่อสู้ตามที่ข้าสั่งเท่านั้น”
ในโคลอสเซียมเงียบกริบ เงี่ยหูฟังบทสนทนาของสองพ่อลูกอย่างสนอกสนใจ เรื่องร้าวฉานในครอบครัวผู้อื่นย่อมหอมหวานเสมอ ยิ่งเป็นเรื่องของพ่อลูกผู้ทรงอิทธิพลขนาดนี้ด้วยแล้ว…
ทว่าโกคิเองก็รู้ตัวว่าอยู่ท่ามกลางการจับตามองของผู้คน จึงได้แต่ก้มศีรษะลงเป็นเชิงยอมรับ ไม่ยอมที่จะแสดงอารมณ์ไปมากกว่านี้
“ไปกันได้แล้ว” จากิสะบัดผ้าคลุม ก้าวออกมาข้างหน้า สุดท้ายผู้ที่ออกมากระตุ้นให้ทุกคนหลุดจากความหวั่นไหวก็ไม่พ้นจักรพรรดิผู้น่าเกรงขามคนเดิม “ตาแก่หนังเหนียวนั่นจะตั้งเงื่อนไขมายังไง สุดท้ายแล้วก็แค่ชนะให้ได้ เหมือนเดิมนั่นแหละ”
“นั่นสินะครับ” ซึรุงิผงกศีรษะรับ “พวกเราต้องชนะให้ได้”
…เพื่อเธอด้วย…
แม้ไม่มีใครพูดออกมา แต่ประโยคนี้ก็ก้องอยู่ในใจของทุกคน ใช่ เพื่อสัญญาที่ให้ไว้กับยู่อี่ พวกเราไม่มีทางแพ้เป็นอันขาด
——————————–
เมื่อหอกของดาเตะแล่นไปด้วยกำลังสุดแรงเหนี่ยว แม้ตัวมันเองจะถูกกระแทกกระเด็นไป ไม่อาจแหวกม่านบาเรียได้ ก็ยังพอจะสร้างช่องว่างเล็กๆ ที่จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที หากตาเหยี่ยวของฮิเอ็งก็ไม่ได้ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย รีบขว้างเข็มทองตามไปติดๆ แม่นเหมือนจับวาง มันแทงฉึกเข้ารีโมทเจ้าปัญหาจนมันกระเด็นหลุดมือโทโด เฮียวเอ ก่อนจะกระทบพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อไม่มีรีโมทก็ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวอีกต่อไป ดาเตะทะยานวูบเดียวก็ส่งตัวเองไปถึงแท่นวางลูกแก้วยักษ์ เขายันตัวเองขึ้นเผชิญหน้ากับลูกแก้วมรณะ… หรือจะพูดให้ถูกก็คือเผชิญหน้ากับยู่อี่โดยมีแผ่นกระจกหนาหนักกางกั้น ชายหนุ่มไม่เสียเวลาพูดพล่ามทำเพลง กระแทกหมัดลงสู่เจ้าลูกกลมนั้นทันที หากก็ต้องขมวดคิ้วกัดฟันเมื่อความเจ็บแปลบรุนแรงแล่นเข้าที่มือขวา ซึ่งบัดนี้อาบไปด้วยเลือด…
“ไอ้งั่งเอ๊ย” โตโด เฮียวเอเริ่มยิ้มออกมาได้ “นั่นน่ะมันกระจกกันกระสุนสั่งทำพิเศษเชียวนะ มามือเปล่าคิดหรือว่าจะทำอะไรได้”
ดาเตะตวัดสายตาไปทางโตโดแค่ขวับเดียว ก่อนหลับตาลง ปากพึมพำอะไรอย่างรวดเร็ว สมาธิแน่วนิ่งตัดขาดกับสภาพรอบข้างที่กำลังชุลมุนกันแบบถึงเลือดเนื้อ ก่อนจะเงื้อหมัดที่เกร็งแน่นจนเส้นเลือดโปนอัดเข้าที่กำแพงแก้วอีกครั้ง
เกิดเสียงดังกึงสนั่นตามด้วยความเงียบสงัด ลานต่อสู้ที่ระงมด้วยเสียงร้องแหกปากกลับเงียบกริบในพริบตา ทุกคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตาจับไปที่ลูกกลมเป็นจุดเดียวกัน ก่อนจะเกิดเสียงแคร็กเบาๆ และลูกแก้วจะเริ่มปรากฎรอยร้าวน้อยๆ เริ่มจากตรงจุดที่หมัดของดาเตะตกกระทบ ก่อนจะขยายไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงโพล๊ะดังสนั่น ลูกแก้วกลมกระจายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทบแสงแดดส่งประกายรุ้งวูบวาบทุกทิศทาง ถ้ามีใครมีอารมณ์ศิลป์เหลืออยู่บ้าง ก็คงจะต้องออกปากชมว่างามอย่างยิ่ง …น่าเสียดายที่นั่นไม่ใช่สถานการณ์เช่นนั้น…
ชายหนุ่มพุ่งเข้าไปหาเด็กสาวที่ถูกตรึงแท่นกางเขน มือคว้าลวดหนามที่พันธนาการร่างน้อยอยู่เข้าเต็มกำมือ ก่อนจะกระชากมันออกอย่างง่ายดายราวกับสิ่งนั้นเป็นเถาวัชพืช ไม่ใช่โลหะธาตุ
ร่างของยู่อี่โงนเงนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะร่วงผล็อยลงมาสู่อ้อมแขนที่รอรับไว้ ทันทีที่ร่างนั้นร่วงลงสู่อ้อมแขน ดาเตะก็รวบเธอเข้ามากอดไว้แน่น…แน่น… สัมผัสนั้นยิ่งตรึงจิตใจของเขาให้รวดร้าว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นคาวเลือดจางๆ อวลไอตามผิวเนื้อเย็นยะเยียบ แต่ทุกอย่างก็พิสูจน์ว่านี่คือยู่อี่ที่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่องค์หญิงแอนโดรเมด้าบ้าบออะไรในนิทานเพ้อเจ้อของตาแก่โตโดนั่น
ความกังวลก็แล่นเข้าจู่โจมจิตใจอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างน้อยยังเอนซบกับอกเขาอย่างไร้ชีวิตจิตใจ ศีรษะทอดไปกับท่อนแขนใหญ่ ลมหายใจรวยรินแทบไม่รู้สึก ชายหนุ่มเขย่าตัวเธอน้อยๆ ทว่ายิ่งแรงขึ้นเป็นลำดับเมื่ออีกฝ่ายไร้ซึ่งปฎิกริยาตอบสนอง
“ตื่นได้แล้ว ยัยเด็กโง่” เขากระชากเสียง “พวกเรามารับตามสัญญาแล้ว ตื่นขึ้นมาซะ !”
หากเรียกเท่าไหร่ก็ยังไร้ผล มิหนำซ้ำลมหายใจยิ่งมายิ่งอ่อนแรงและขาดห้วง เหล่านักเรียนที่มือไม่ว่างเพราะยังติดพันกับการต่อสู้ลอบสังเกตสีหน้าของดาเตะแล้วก็นึกถอดใจไปตามๆ กัน
“ยู่อี่…” เสียงกลับกลายเป็นกระซิบ “ยู่อี่.. นี่เจ้า…” ก่อนหน้าจะเครียดขมึงขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มตะคอกลงไปข้างหูร่างที่ซบอยู่ในอ้อมแขน หากมันถูกกลบด้วยเสียงเเฮลิคอปเตอร์ที่พุ่งกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นเลื่อนลั่น…
ดาเตะหันขวับ กระชับร่างในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น เอาตัวเองเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เศษผงหรือโลหะจากซากเฮลิคอปเตอร์กระทบถูก จะอะไรก็ช่าง แต่ตราบใดที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนเขา ไม่ว่าใครก็อย่าหมาย…
“อื๊อ…” เป็นเสียงอู้อี้เบาๆ จากตรงช่วงอก ชายหนุ่มใจหายวาบ รีบคลายอ้อมแขนออก
ภาพที่เห็นคือยู่อี่ที่กำลังเผยรอยยิ้มอ่อนแรง แม้ดวงตาจะลืมแทบไม่ขึ้น มุมปากเหยียดออกเพียงเล็กน้อยเขาก็มองออก ยู่อี่กำลังส่งยิ้มให้กับเขา ปากขมุบขมิบแทบไม่ได้ยินจนต้องก้มตัวเข้าไปใกล้จึงได้ยินถ้อยคำขาดวิ่น
“ท่านดาเตะ…. ทุกท่าน…ปลอดภัย…”
“เออ ปลอดภัย” ดาเตะตอบสั้นๆ ความยินดีประดังขึ้นมาก่อนจะตบท้ายด้วยความโมโห …ยายเด็กโง่เอ๊ย ร่อแร่จะตายอยู่แล้วแล้วยังมีหน้ามาห่วงคนอื่น…
ร่างเล็กในอ้อมแขนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง ทิ้งให้หัวใจชายหนุ่มหนักอึ้ง ถึงจะได้สติแล้ว อาการเด็กสาวก็ยังน่าเป็นห่วงมาก มิหนำซ้ำโตโด เฮียวเอปรากฎตัวจากซากเครื่องบิน…
ทว่าราวกับมีพระมาโปรด มือข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะไหล่ซ้าย หันไปก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าร่างนั้นคือบุรุษชราผู้มากด้วยปริศนา หวังต้าเล้ง !
“ส่งนางมาให้ข้า” หวังต้าเล้งยื่นแขนออกมาเตรียมรับร่างยู่อี่ไป หากวูบหนึ่ง ดาเตะกลับชะงัก กระชับวงแขนรอบร่างน้อยแน่นกว่าเดิม รู้ทั้งรู้ว่าเธอจะปลอดภัยใต้การดูแลของหวังต้าเล้ง แต่ร่างกลับไม่ยอมขยับไปตามใจคิด…
ราวกับมองความคิดของเขาออก หวังต้าเล้งเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นแขนออกมาข้างหน้ายิ่งขึ้น
“ข้าขอบใจที่เจ้าช่วยนางออกมา เจ้าหนุ่ม แต่นางไม่เป็นไรแล้ว” พลางเบือนศีรษะไปทางโตโด เฮียวเอที่กำลังปะทะอย่างถึงพริกถึงขิงกับผู้อำนวยการ “เจ้ายังมีหน้าที่ที่ต้องไปทำไม่ใช่เรอะ”
เมื่อถูกว่า ดาเตะจึงยอมส่งร่างในอ้อมแขนให้บุรุษชราตรงหน้า หากยังอึกอักชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย
“ท่านหวังต้าเล้ง ข้าขอฝากนางด้วย…”
หวังต้าเล้งมองหน้าบุรุษหนุ่มนิ่งไปครู่ คล้ายจะบอกว่านี่มันลูกสาวข้า ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกข้าก็จะดูแลนางอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว หากเห็นแก่หน้าผู้ที่ช่วยลูกสาวท่านออกมา จึงได้แต่กล้ำกลืนคำพูดไว้ในใจก่อนผงกศีรษะรับ
**********************
“อ้อ ท่านดาเตะ” เด็กสาวหันกลับมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ “ตอนนั้นต้องขอบคุณมากนะคะ”
“ตอนไหน” ท่านรองประธานฯ ตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ถ้าหมายถึงที่ข้าช่วยเจ้าไว้ เป็นใครก็ต้องทำเหมือนกัน ถ้าจะขอบคุณก็ไปโขกหัวคารวะทุกคนหน้าเสาธงไป๊”
“เดี๋ยวข้าจะทำ แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ” ยู่อี่รับคำจริงจังโดยไม่รู้ว่าตัวเองโดนเย้า “คำที่ท่านบอก ก่อนจะเอาข้าลงมาจากกางเขนน่ะค่ะ …ข้า..ดีใจจริงๆ… ตอนแรกที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว… ก็มีแรง… คิดว่ายังไงก็ต้องกลับไปให้ได้…”
ทว่ายิ่งพูดอีกฝ่ายก็ยิ่งมองหน้าเธอเฉยสนิท ไม่มีคำพูดตอบสนอง จนเด็กสาวชักจะหน้าเสีย
“จำไม่ได้เหรอคะ…?”
“พูดโง่ๆ น่า ใครจะไปจำได้ ชุลมุนกันแทบตาย แค่แบกเจ้าหนีข้าก็หมดแรงแล้ว ผู้หญิงบ้าอะไรตัวหนักเป็นกระสอบข้าว” ชายหนุ่มพูดต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนใจว่าสีหน้าอีกฝ่ายจ๋อยลงจ๋อยลง น้ำตาแทบจะหยาดหยดอยู่รอมร่อ
“ขอโทษค่ะ…” สุดท้ายสาวน้อยจึงเป็นฝ่ายก้มหัวขอโทษเสียเอง ตัวดูจะยิ่งลีบเล็กลงไปอีก ก่อนเจ้าตัวจะค่อยๆ กระเถิบถอยหนีออกประตูห้องไปอย่างเงียบกริบ
“นายนี่ก็โหดจริงน้า ดาเตะ ไม่เห็นต้องพูดถึงขนาดนั้นเลยนี่นา” โมโมะทาโร่ท้วงยิ้มๆ
มีเพียงเสียงร้องแค่นดังเฮอะมาจากรองประธานสุดเฮี้ยบของเหล่าเด็กปีหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะเอนตัวแล้วหลับตาลงเงียบๆ ทำท่าเหมือนหลับไป มีเพียงความในใจที่ตีกันอลหม่านยุ่งเหยิง
…แม่นั่นยังจำได้…
…คำพูดที่หลุดปากไปตอนนั้น…
“เจ้าจะเป็นหรือตายก็ช่าง ยู่อี่ ! ข้าจะพาเจ้ากลับไป กลับไปโรงเรียนของเราด้วยกันให้ได้!”
เสียงห้วนกระชากเอาเป็นเอาตาย หากเปี่ยมด้วยน้ำใจร้อนระอุ…
—————————————————–
จดหมายฉบับแรกจากยู่อี่ถึงดาเตะ ระหว่างการคบหาดูใจ (แบบแยกๆ กัน) เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ตอนทั้งคู่แยกกัน ดาเตะยังบอกยู่อี่ไม่ได้ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร (ไอ้หนุ่มหลักลอยเอ๊ย) ได้แต่บอกว่าเขาจะหาทางติดต่อกับเธอเอง เวลาผ่านไปได้เกือบครึ่งปีจนยู่อี่เกือบใจเสีย จู่ๆ ก็มีเหยี่ยวส่งสารหน้าตาเหมือนเก็งหยูที่เสียไปเปี๊ยบบินมาเกาะขอบหน้าต่าง ที่คอห้อยกระเป๋าซึ่งมีจดหมายสั้นๆ เขียนไว้แค่ว่า “ติดต่อหาข้าผ่านนกตัวนี้ได้ ลงชื่อ ดาเตะ โอมิโตะ” โดยสิ่งที่แนบมาคือมุกน้ำตามังกรอีกชิ้นหนึ่ง
ยู่อี่ดีใจมาก แต่ก็น้อยใจและเสียใจพอๆ กันที่เขาทำเหมือนไม่คิดถึงเธอบ้างเลย (ใครจะไปรู้ล่ะว่าเฮียไปฝ่าฟันเส้นทางสู่สุดยอดยากูซ่าอยู่น่ะ) ผลสุดท้ายจดหมายที่เธอร่างตอบเขาคือดังนี้…
“ท่านดาเตะ โอมิโตะ
มุกน้ำตามังกรนี้ล้ำค่า แต่ยู่อี่ปรารถนาจะได้ยินคำพูดจากท่านยิ่งกว่า” พร้อมกับแนบมุกมังกรส่งคืนไปด้วย
ผลที่ได้คือเจ้าเหยี่ยวตัวนั้นบินจี๋กลับมาหาเธอในเวลาสามวัน คราวนี้มันเหนื่อยหอบถึงขนาดซุกปีกหลับทันทีที่มาถึงกรง เมื่อยู่อี่เปิดกระเป๋าเล็กๆ นั่นออกก็พบมุกน้ำตามังกรอีกรอบ..ซึ่งคราวนี้งอกออกมาเป็นสองชิ้น.. พร้อมทั้งคอมแพ็คดิสค์เล็กๆ เครื่องเล่น และแน่นอน…รวมถึงคู่มือการใช้ด้วย…
หลังจากปลุกปล้ำอยู่ครู่ใหญ่ ยู่อี่ก็จัดการเปิดแผ่นซีดีที่ว่าได้เป็นผลสำเร็จ แล้วเธอก็แทบหูอื้อด้วยเสียงของดาเตะที่ตะคอกมาดังลั่น
“ยัยเด็กโง่ ! ข้าเคยบอกแล้วไงว่าไม่รับของคืน !”
ยู่อี่หลับตาปี๋ น้ำตาซึม รำๆ นึกอยากจะถอดหูฟังออกปาทิ้งรอมร่อ แต่ความอยากรู้มีมากกว่า จึงได้แต่กลั้นใจฟังต่อไป
เป็นเสียงถอนใจยาว ก่อนจะตามด้วยถ้อยคำสั้นๆ
“ข้าคิดถึงเจ้านะ…”
จากนั้นเสียงดาเตะก็พรั่งพรูตามมาอีกมาก เขาเล่าว่าตนสบายดี งานที่ทำอยู่แม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ก็เหมาะกับตัวเองดี ส่วนเรื่องจดหมายนั้นขอที “เรื่องเขียนไม่ถูกกับข้า” เขาเล่าว่าสองในสามมารหมัดติดตามตนไปเยี่ยงไร ชาที่ที่ทำงานชงรสชาติห่วยแค่ไหน บางทีก็อ้ำอึ้งแล้วหยุดถอนใจเป็นพักๆ หญิงสาวฟังไปหัวเราะคิกไป หัวใจอุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก จนเมื่อเขาอำลาสั้นๆ ว่า “ข้าต้องไปล่ะ” และซีดีส่งเสียงแกรกหยุดหมุน ยู่อี่จึงได้รับรู้ว่าน้ำตากำลังไหลรินอาบแก้ม…
ท่านดาเตะ… ข้าเองก็คิดถึงท่าน….คิดถึงเหลือเกินค่ะ… ความรู้สึกรุนแรงจนไม่อาจถ่ายทอดเป็นคำพูดได้เผาไหม้อยู่ในทรวงอกของหญิงสาว น่าแปลก.. เมื่อสิ้นเสียงดาเตะ ความเหงาจับใจที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ก็ประดังกันเข้ามา บีบเค้นหัวใจรุนแรงจนแทบแหลกเป็นชิ้นๆ
หญิงสาวปาดน้ำตา พยายามข่มกลั้นอารมณ์ที่กระเจิดกระเจิง ท่านดาเตะเองก็คงผ่านความรู้สึกเช่นนี้มาแล้วเช่น แต่เขากำลังพยายามอยู่ เธอจะยอมแพ้ไม่ได้
ยู่อี่ทรุดตัวลงหน้าเก้าอี้ทำงาน ดึงเอากระดาษและพู่กันออกมา นั่งใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก่อนจะไล่พู่กันปราดๆ ไปตามหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
ในอีกสัปดาห์ต่อมา ท่ามกลางความกระวนกระวายของดาเตะ เก็งหยูนัมเบอร์ทูก็ร่อนมาถึง พร้อมม้วนกระดาษ เมื่อคลี่ออกอ่าน ก็พบตัวอักษรอันปราณีตงดงามของยู่อี่เป็นใจความดังนี้
“ท่านดาเตะที่รัก
ขอบคุณสำหรับสาสน์ของท่าน ส่วนมุกน้ำตามังกร ยู่อี่ขอรับไว้ด้วยความขอบคุณยิ่ง
ดีใจที่ได้รับทราบว่าท่านเก็คโคและท่านรายเด็นสบายดี หากมีสหายผู้ภักดีทั้งสองท่านติดตาม ท่านดาเตะก็คงไม่เหงาหรอกกระมังคะ ยู่อี่แนบหอมหมื่นลี้ที่ท่านโปรดปรานมากับจดหมายด้วย แม้น้อยนิดก็กรุณารับไว้เถิดค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นงานเช่นไร ยู่อี่ก็เชื่อว่าท่านกำลังเดินไปในทางที่ท่านเชื่อมั่น… พยายามเข้านะคะ ยู่อี่ก็จะพยายามเช่นกัน
สุดท้ายนี้ ยู่อี่ไม่อาจไปอยู่เคียงข้างได้ หากท่านพลั้งพลาดบาดเจ็บขึ้นมา จึงขอท่านที่รักกรุณาถนอมตัวด้วย…
ปล. ให้เก็งหยูพักซักสองสามวันก่อนใช้เขามาเถอะค่ะ ไม่งั้นเขาจะอารมณ์เสียนะคะ”
ตรงมุมขวาล่างของกระดาษ มีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้ แทบมองไม่เห็น
“ข้าก็คิดถึงท่านค่ะ… คิดถึงเหลือเกิน… ท่านดาเตะ”
ดาเตะไล่นิ้วเล่นไปตามแผ่นกระดาษ มันเป็นกระดาษทำเองสีน้ำตาลอ่อนสากมือ ทว่ามีกลิ่นหอมอ่อนๆ เจือจาง ราวกับกลิ่นผิวกายยู่อี่ที่เขาได้กลิ่นยามซุกหน้าลงไปยังช่วงคอขาวผ่องและกลุ่มผมดำขลับนุ่มนิ่ม…
คิดมาถึงตรงนี้กายก็เริ่มรุ่นร้อนเกินระงับ ดาเตะให้นึกพาลอยากด่าหวังต้าเล้งขึ้นมากลายๆ ตาแก่หัวเหม่งนั่นถือดีมาจากไหนถึงสั่งพรากยู่อี่จากอ้อมอกเขาไปถึงปี มันน่านัก !
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากเกิดความต้องการเยี่ยงนี้ ดาเตะคงไม่ลังเลที่จะออกไปหาผู้หญิงซักคนหรือหลายคนมาบำบัด สมัยคุมโคกักคุเร็นโกนั้นเขามีหญิงงามมาให้เลือกเป็นคู่ขาแทบจะไม่ซ้ำหน้ากัน ดาเตะรู้ว่าขอเพียงติดต่อไป พวกหล่อนก็จะยินดีทอดกายให้เขาอย่างยินยอมพร้อมใจ
แต่บัดนี้ เมื่อมียู่อี่มานั่งอยู่ในใจ ชายหนุ่มก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะไม่อาจทำในสิ่งที่เป็นการทรยศเธอ แต่ดาเตะรู้แน่แก่ใจว่าสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เพียงสตรีคนใดก็ได้ แต่เขาต้องการยู่อี่ อยากฟังเสียงเธอพูด ร้องเพลง หรือจะบ่นว่าเขาก็ได้ แล้วเขาจะดึงร่างบางๆ มานั่งตัก แม้เธอจะเขินจนทั้งดิ้นทั้งข่วนเขาก็จะไม่ยอมปล่อย จะฟัดเสียให้สมใจอยากเลยทีเดียว…
ชายหนุ่มถอนหายใจ ตวัดสายตาไปยังนาฬิกา ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แล้วเรียกหาลูกน้องคู่ใจ
“เก็คโค เอาไอ้นั่นออกมาซิ”
***************************
ยู่อี่กำลังรับการถ่ายทอดวิชาฝังเข็มจากหวังต้าเล้งอยู่พอดีเมื่อเสียงเคาะประตูถี่ๆ อย่างเร่งร้อนดังขึ้น ก่อนที่ “ม้าเร็ว” คนหนึ่งจะเปิดประตูผลัวะเข้ามา
ควรทราบว่าการฝังเข็มนั้นเป็นวิชาที่ละเอียดอ่อนยิ่งนัก จำเป็นต้องแตกฉานถึงชีพจรโลหิตและจังหวะการโคจรของลมหายใจ รวมถึงจุดต่างๆ ทั่วร่างมนุษย์ จุดเหล่านี้หากหนักมือทะลวงผิดไปเพียงหลักมิลลิเมตร ก็อาจทำให้ร่างถึงแก่อัมพาตได้ในพริบตา ยู่อี่จึงแทบจะกลั้นหายใจในการแทงไปแต่ละเข็ม ทว่าเมื่อเกิดเสียงผลัวะสนั่นเช่นนั้น สมาธิก็เสียวูบ เข็มที่จะปักลงลึกเพียงสามหุนกับถลาลึกลงไปแทบมิดด้าม ดีแต่ร่างที่ทอดอยู่นแท่นนั้นคือศพใหม่ๆ หากเป็นคนมีลมหายใจ เขาคนนั้นคงไม่อาจลุกจากเตียงได้อีกชั่วชีวิต
สาวน้อยแพทย์ฝึกหัดหน้าเสีย สะบัดหน้าหันขวับไปหา “ม้าเร็ว” คนนั้น แต่ก่อนจะได้ต่อว่าอีกฝ่ายก็ร้องเสียงดังอย่างตื่นๆ ใส่เธอเสียก่อน
“มีผู้บุกรุกขอรับ !”
“ผู้บุกรุก ?” เป็นหวังต้าเล้งที่ขมวดคิ้ว “มีใครกล้าล่วงล้ำหอลับแลนี่ แล้วพวกเจ้าจัดการกันเองไม่ได้หรือไง ?”
“เรื่องนั้นน่ะขอรับ คือว่า..” ม้าเร็วหยุดกลืนน้ำลาย “เจ้านั่นฝีมือสูงล้ำมาก พวกเรารุมกันเข้าไปเท่าไหร่ก็สู้ไม่ได้ แต่เจ้านั่นก็ประหลาดแท้ คือมันนั่งอยู่หน้าน้ำตกไม่ยอมไปไหน บอกแต่ให้เรียกท่านยู่อี่ไปหาน่ะขอรับ”
“เรียกหายู่อี่เรอะ…” หวังต้าเล้งน้ำเสียงเปลี่ยนกะทันหัน “ไอ้หมอนั่นหน้าตายังไง ?”
“เอ่อ…เป็นชายหนุ่มร่างสูง ใช้หอกเป็นอาวุธ” ว่าพลางเอานิ้วขีดที่ข้างหน้าประกอบ “มีรอยแผลเป็นหกรอยที่หน้าขอรับ”
เสียงกิ๊งสดใสที่ดังขึ้นคือเสียงเข็มร่วงลงกระทบพื้น หญิงสาวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างก่อนจะละล่ำละลั่กถามม้าเร็วอย่างคนเพิ่งได้สติ
“ท่านว่าเขาอยู่ที่หน้าน้ำตกหรือ..?” ถามแล้วก็พุ่งพรวดผ่านม้าเร็วที่ยังไม่ทันได้ตอบคำออกนอกประตูไป
“ทะ ท่านยู่อี่ อันตรายนะขอรับ..” ม้าเร็วพยายามห้าม แต่ถูกหวังต้าเล้งหยุดไว้เสียก่อน
“ไม่เป็นไร เจ้านั่นมัน…” ท่านหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดบทห้วนๆ “เอาเป็นว่ามันไม่เป็นไรหรอก สั่งถอนกำลังกลับสู่ภาวะปกติได้แล้ว”
ยู่อี่วิ่ง วิ่ง และวิ่ง ความจริงแล้วระยะทางจากห้องทดลองไปถึงน้ำตกนั่นไม่ไกลกันเท่าไหร่ แต่หญิงสาวก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานราวชั่วกัลป์ กว่าจะเธอเห็นร่างบุรุษที่นั่งขัดสมาธิแน่วแน่อยู่หน้าน้ำตก ดูเหมือนเขาก็จะสังเกตเห็นเธอเช่นกัน จึงคว้าหอกที่วางไว้ข้างๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน
ยู่อี่หยุดอยู่หน้าเขา หอบรวนน้อยๆ ก็จะใครเสียอีก คนที่เธอคิดถึงแทบเป็นแทบตายอยู่ทุกวัน… คนนั้น…
ดาเตะกำลังจ้องมาทางเธอ หน้านิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาเต้นยิบๆ เป็นประกายอย่างเวลาที่นึกขัน ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูด
“เจ้า… ยู่อี่หรือ ?”
อื๋อ..? เมื่อได้ฟังถ้อยคำเกินคาดหญิงสาวจึงเอียงคออย่างงุนงง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือก นึกขึ้นได้ว่าเธอวิ่งออกมาจากห้องทดลองทั้งๆ อย่างนั้น ซึ่งหมายถึงหมวกเก็บผม หน้ากากและเสื้อคลุมกันเชื้อยังคาอยู่บนร่าง ยู่อี่หน้าร้อนฉ่า หันหลังออกวิ่งไปถอดมันทิ้ง แต่โดนร่างสูงตรงหน้าคว้าข้อมือดึงเข้าหาตัวเสียก่อน
“อยู่นิ่งๆ” ดาเตะว่า มือยังกำข้อมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ยู่อี่จึงได้แต่ทำตามคำสั่งอย่างจำยอม ชายหนุ่มดึงหมวกทรงกลมออก ปลดปล่อยเส้นผมดำยาวให้ทิ้งตัวสยาย นิ้วยาวๆ เอื้อมไปเกี่ยวสายหน้ากาก พลางดึงเสื้อคลุมตัวยาวออกทางศีรษะอย่างว่องไว ก่อนจะโยนมันทิ้งไปเสียอีกทาง
ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาคือหญิงสาวร่างบอบบางที่เส้นผมดำยาวตีกันยุ่งเหยิง หน้าแดงระเรื่อมีเหงื่อไหลโซม เสื้อผ้าเรียบๆ เก่าปอนแบบที่เจ้าตัวโปรดปราน แต่ทั้งหมดนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน สิ่งสำคัญก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือยู่อี่ ยู่อี่ ยู่อี่…
รร.ลผช.ฟช. (3)
September 1, 2011 at 11:29 am (mystery, Uncategorized)
ยู่อี่วิ่งเหยาะๆ เลียบรั้วโรงเรียน วันนี้เธอสวมเสื้อแบบจีนแขนขายาวสีเข้มปิดบังรูปทรง กระทั่งผมยาวก็รวบเก็บไว้ใต้หมวกใบใหญ่ที่ปิดลงมาหลุบหน้า มองเผินๆ ราวกับหนุ่มน้อยตัวเล็กหน้าใส ในมือมีถุงกระดาษใบใหญ่บรรจุขนมของกินพูน หนักอึ้งจนต้องประคองไว้ด้วยสองแขน แต่ฝีเท้าในรองเท้าผ้าปักกลับเบาราวติดปีก
ที่ยู่อี่ร่าเริงถึงเพียงนี้ก็เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่เด็กสาวโปรดปรานมากที่สุดของวัน นั่นก็คือการออกไปเดินเล่นคนเดียว เมื่อแรกตอนมาถึงญี่ปุ่นเธอออกจะหวาดผวากับสภาพเมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย เอาแต่ซุกตัวแจอยู่ในห้องราวกับแมวน้อยตื่นที่ แต่เมื่อเริ่มชินกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เธอก็พบว่ามันออกจะน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย แค่ตลาดใกล้ๆ โรงเรียนนี้ก็อะไรใหม่ๆ ให้สำรวจได้ไม่รู้จักหมด ผู้คนก็เป็นมิตร คุณลุงคุณป้าร้านขายของมักจะชอบแถมขนมนมเนยติดมือให้เรื่อยๆ แม้บางทีจะมีพี่ชายแปลกหน้ามาชวนไปดื่มน้ำชาด้วย ยู่อี่ก็ปฎิเสธไปทุกครั้ง
เธอไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ฟังเพราะรู้ว่าขืนเล่าก็จะเป็นห่วงจนถูกสั่งห้าม หรือไม่ก็ต้องมีคนมาเดินประกบไปด้วย ซึ่งน่าอึดอัดออกจะตาย เธอรักเพื่อนฝูงและโรงเรียนแห่งนี้มากก็จริง แต่เวลาที่ได้เดินเล่นเรื่อยเปื่อยตามอำเภอใจ นั่งมองสายน้ำ ดมกลิ่นที่ลอยมากับสายลม แวะให้อาหารครอบครัวคุณแมวที่สวนสาธารณะก็สำคัญมากเหมือนกัน…
ด้วยเหตุนี้ เมื่อกลับไป ยู่อี่ก็มักจะรีบขนขนมนมเนยออกมาแจกเพื่อนฝูง (ผู้ซึ่งมักจะหิวโหยอยู่เสมอ) และเมื่อถูกถามทั้งที่อาหารเต็มปากว่าไปเดินเล่นเป็นอย่างไร เจ้าตัวก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ บอกว่า “ดีเจ้าค่ะ” อยู่อย่างเดียว หารู้ไม่ว่ายิ่งกลับทำให้เพื่อนฝูงรู้สึกไม่ไว้วางใจอย่างไรชอบกลอยู่
คิดถึงสหายแล้วเด็กสาวจึงเร่งฝีเท้าขึ้น ใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว ไปเตรียมชงน้ำชากินกับขนมก็น่าจะดี ใบชาใหม่ที่ท่านรายเด็นเอามาให้เป็นของฝากก็หอมชื่นใจดีจริงๆ
…บางทีเขาคนนั้นก็คงจะชอบเหมือนกัน…
ฝีเท้าสะดุดวูบ เด็กสาวรีบปัดความคิดดังกล่าวออกจากศีรษะ ทว่าภาพเมื่อสัปดาห์ก่อนกลับผุดขึ้นมาแทนที่ เมื่อเธองานยุ่งเสียจนพลั้งเผลอหยิบเอาหอมหมื่นลี้ ชาของรักของหวงของผู้อำนวยการมาชงให้เหล่าเด็กปีหนึ่งกินแกล้มเกี๊ยวน้ำที่ทำไว้พูนจาน เมื่อเห็นสหายเอาน้ำชาสาดเข้าคอกันวูบหายๆ ราวกับวัวดื่มน้ำแล้วเด็กสาวก็ใจแป้ว ภาพท่านลุงหวังและท่านผอ. ละเลียดจิบหอมหมื่นลี้นี้อย่างเสียดมเสียดายปรากฎขึ้นมาในห้วงความคิด จนเมื่อพวกเขาลากลับห้องเรียน มีเพียงดาเตะที่เดินรั้งท้ายหันมาพูดลอยๆ ราวกับไม่ตั้งใจ
“ชาดีนี่”
ยู่อี่เงยหน้าควับขึ้นมองท่านรองประธานฯ ชะรอยใบหน้าที่ค่อยๆ แดงซ่านนั้นคงบ่งบอกอะไรหลายอย่างที่ไม่ตั้งใจจะบอกออกไป ดวงตาสีเข้มของอีกฝ่ายจึงปรากฎแววขบขันขึ้นทีละน้อย
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ไปฟ้องตาแก่เอดะจิม่าหรอก” ทิ้งท้ายก่อนปิดประตู
“แต่นานๆ ทีก็อย่าลืมหยิบผิดอีกล่ะ”
ยู่อี่ขยี้เท้ากับพื้นถนนอย่างลืมตัวเมื่อคิดขึ้นมาถึงตรงนี้ คนบ้า ! ดื่มเหล้าอย่างกับน้ำ ไม่นึกว่าว่าจะรู้จักรสชาติหอมหมื่นลี้กับเขาด้วย ! น่าโมโหนักเชียว…
ถ้อยคำต่อว่าในใจยิ่งมายิ่งเบา เด็กสาวไม่ใช่คนช่างตำหนิอยู่แล้ว และอีกอย่าง… เธอโตมากับลุงหวังซึ่งเป็นคนปราณีต (จู้จี้ก็ว่าได้) กับอาหารการกินทุกสิ่ง ทำให้เธอพลอยสืบทอดรสนิยมอันหรูวิไลนี้มาด้วย แน่นอนว่าพรรคพวกที่ตะครุบของกินทุกอย่างที่ยื่นให้ (แทบจะงับมือเข้าไปด้วย) ก็น่ารักมาก แต่ถ้าได้เจอคนที่ชื่นชมกับรสชาติของมันได้อย่างแท้จริง พูดคุยกันได้ ก็ทำให้เธอดีใจมากเหมือนกัน
ทว่าฝีเท้าที่กำลังวิ่งอย่างกระฉับกระเฉงก็กลับค่อยช้าลง ก่อนจะหยุดนิ่งสนิท ด้วยวัตถุแปลกตาที่จอดนิ่งอยู่หน้าโรงเรียน
สิ่งที่ว่านั้นก็คือรถยนต์สีดำมะเมี่ยมคันยาว ตลอดตัวถังมันปลาบส่งออร่าความไม่ธรรมดาออกมา แม้คนไม่ค่อยรู้เรื่องอย่างเธอดูก็รู้ว่าราคาคงแพงไม่น้อย ไม่ใช่ของที่ใครจะครอบครองได้ง่ายๆ
เมื่อขยับเข้าไปใกล้ ดูเหมือนว่าคนในรถก็จะสังเกตเห็นเธอเหมือนกัน ประตูรถจึงถูกผลักเปิดออก และทำให้ยู่อี่เบิกตากว้าง
ผู้หญิงที่ก้าวออกมาสวยเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน ตัวสูง ขายาว เส้นผมสีน้ำตาลอมทองจางๆ ยาวหยักสลวย โครงหน้าสวยได้รูป ดวงตาคู่ลึกงามประดับล้อมรอบด้วยแพขนตายาว ผิวกายที่เห็นวับแวมจากใต้เสื้อลูกไม้ชุดดำนั้นขาวผุดผ่องราวกับน้ำนม งดงามเสียจนยู่อี่รู้สึกว่าตาพร่าพราย
“พ่อหนูจ้ะ เธอเรียนอยู่ที่นี่หรือ” เสียงหวานใสทักขึ้น เมื่อถูกเข้าใจว่าเป็นเด็กผู้ชาย ยู่อี่ก็ไม่ได้เคือง ทว่ากลับยิ่งประหม่าจนแทบจะกัดลิ้น จึงได้แต่พยักหน้า
“งั้นก็ดีเลย รู้จักคนที่ชื่อดาเตะ โอมิโตะไหม”
ชื่อของคนที่เพิ่งคิดถึงปรากฎออกมาจากปากหญิงงาม ทำให้ยู่อี่อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ชะรอยหญิงสาวจะตีความกิริยานั้นไปว่าไม่รู้จัก เธอจึงอธิบายเพิ่มเติม
“คนที่มีรอยแผลเป็นสามรอยที่หน้าน่ะ” สาวงามทำท่าเอามือขีดที่ข้างแก้ม แล้วกระซิบเสียงเบา คล้ายพึมพำกับตัวเอง
“ฉันอยากเจอเขาจัง…”
ยู่อี่เห็นสาวงามแฝงแววเศร้าสร้อย ก็พลันจินตนาการถึงนิทานที่ลุงหวังชอบเล่าให้ฟังในวัยเด็ก ถึงคู่รักที่ถูกพรากจาก กีดกัน และได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลังฝ่าฟันอุปสรรคนานา และพลันอุปาทานเห็นคนตรงหน้าเป็นเจ้าหญิงแสนงาม และท่านรองฯ คนคุ้นเคยเป็นอัศวินแสนสง่าขึ้นมาทันที รีบพยักหน้าหงึกแล้วตอบไปด้วยเสียงต่ำที่สุดเท่าที่จะปั้นออกมาได้
“ระ รู้จักขอรับ.. เดี๋ยวจะรีบไปตามมาให้นะขอรับ”
พูดจบก็ก้มหน้างุดวิ่งตื๋อออกมาทันทีโดยไม่รอรับคำขอบคุณของฝ่ายตรงข้าม
เพื่อนฝูงที่ถือวิสาสะมานั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่ห้องพยาบาลเบ่งตามองอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นเจ้าของห้องเลื่อนประตูดังโครมพุ่งพรวดเข้ามาหาท่านรองฯ ที่นั่งเอกขเนกอยู่ราวจะโจนเข้าเค้นคออีกฝ่าย หากคำพูดที่หลุดออกมาคือ
“มีนางฟ้ามาหาท่านที่ประตูหน้าเจ้าค่ะ”
หา แม้รอบข้างจะอุทานเป็นเสียงเดียวกัน เด็กสาวก็ไม่สนใจ รีบยุดอีกฝ่ายขึ้นแล้วดันออกนอกห้องไป จากนั้นก็เลื่อนประตูปิดโครม สกัดทางและสายตาของเพื่อนๆ ผู้อยากรู้อยากเห็นหมดสิ้นพร้อมกับเสียงโอดครวญอย่างผิดหวัง
ดาเตะเหลียวกลับมามองประตูห้องที่เพิ่งถูกผลักออกมาอย่างคนที่ยังตั้งตัวไม่ติด แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ… ไม่หรอก เขารู้ รู้ดีทีเดียว ผู้หญิงที่เหมือน “นางฟ้า” ดังคำยู่อี่ว่า ในชีวิตเขาจนบัดนี้ก็เจอมาเพียงคนเดียวเท่านั้น..
ท่านรองฯ ถอนหายใจ …เป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมกับตัวเขาเอาเสียเลย… ก่อนจะเดินไปตามทางเดินเงียบๆ กลับไปเผชิญเงาแห่งอดีตของตน
************************
“คิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าเสียอีก” มิเรียว่า “คงต้องขอบคุณพ่อหนูคนนั้นแล้วสิ”
ดาเตะหันมามองหน้าคู่สนทนาเต็มตาเป็นครั้งแรก
“พ่อหนูคนไหน ?”
“พ่อหนูตัวเล็กๆ ตาโตๆ ที่ขึ้นไปตามเจ้าให้ข้าไง ไม่ได้เจอกันหรอกหรือ”
“อ้อ…นั่นน่ะหรือ” นึกภาพยู่อี่ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาแล้วก็อดนึกขันไม่ได้ “นั่นมันเด็กผู้หญิง”
“เด็กผู้หญิง?” คราวนี้ถึงทีอีกฝ่ายร้องเสียงแหลมบ้าง “ทำไมเด็กผู้หญิงไปอยู่ในโรงเรียนลูกผู้ชายได้ ไหนว่าห้ามผู้หญิงเข้าไม่ใช่หรือ !”
“แม่นั่นเป็นข้อยกเว้น” ตามด้วยเสียงหัวเราะหึๆ “เอาเถอะ ก็น่าหยวนให้อยู่หรอก เป็นผู้หญิงเสียที่ไหนกัน ยังเด็กอยู่เลย”
อะไรบางอย่างในเสียงหัวเราะนั้นทำให้มิเรียหันมามองอีกฝ่ายนิ่ง
“เจ้าดูมีความสุขดีนะ…”
คำพูดนั้นทำให้ดาเตะหุบปากสนิท ริมฝีปากผุดรอยยิ้มขื่น
ไม่มีบทสนทนาใดๆ เพิ่มเติมระหว่างการเดินทางอันยาวนาน
*************************
(หัวหน้าแก๊งผู้มีพระคุณต้องการดาเตะไปกวาดล้างอีกแก๊งทดแทนพระคุณ ดาเตะสับสน แต่
ก็ตัดสินใจว่าจะลาออกจากโรงเรียนเพื่อปฎิบัติงานนี้เป็นหนสุดท้าย ก่อนจะหายตัวไป..)
**********************
“ยังไงครั้งนี้ก็ถือว่าข้าติดหนี้เจ้า” ท่านรองฯ ว่า “อยากได้อะไรตอบแทนล่ะ”
“ขออะไรก็ได้หรือเจ้าคะ ?” เสียงแจ๋วที่ตอบกลับมาในทันทีแทบจะทำให้เขาหลุดยิ้ม ยังไงแม่นี่ก็ยังเด็กอยู่จริงๆ
“เออ ลองว่ามาสิ”
“ถ้างั้น… ” เสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “…จบการศึกษาไปด้วยกันนะเจ้าคะ…พวกเรา…ทุกคน…”
ดาเตะหันขวับกลับไป แต่คนบนหลังซบหน้าลงกับไหล่ของเขาเสียแล้ว มือที่เกาะอยู่ก็คลายตัวออก คงจะเพลียจนหลับไปนั่นเอง เขาถอนหายใจ กระชับวงแขนที่แบกร่างบนหลังให้แน่นขึ้น แหงนมองบนฟ้าก็เห็นว่าหิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุด คงต้องเร่งฝีเท้าขึ้นหน่อยแล้ว
“จบการศึกษาพร้อมกันงั้นหรือ…” ดวงตาเข้มสนิทดูราวจะสลดลงวูบหนึ่ง “สัญญาไม่ได้หรอกนะ ยู่อี่… แต่ข้าจะพยายาม..”
*****************************
เมื่อร่างโชกเลือดของรุ่นพี่อาคาชิถูกนำกลับขึ้นมายังหน้าผา ยังไม่ทันที่ร่างจะถูกวางลงบนพื้น เด็กสาวผมเปียยาวแพทย์ประจำกลุ่มก็ถลาเข้าไปประชิด นิ้วมือเรียวยาวไล่ปราดๆ ควานหาชีพจรบนร่างท่านประธานปีสอง ทว่ายิ่งนานมือนั้นก็ยิ่งสั่นระริก ใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือดปราศจากสีเลือดเข้าไปทุกที จนโมโมทาโร่ ประธานปีหนึ่งต้องประคองตัวอีกฝ่ายไว้
“พอเถอะ ยู่อี่…” ตัวเขาเองก็ต้องกล้ำกลืนคำพูด “รุ่นพี่ไม่อยู่กับเราแล้ว…”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองโมโมะนิ่งงันราวไม่เข้าใจความหมาย แต่แววตาร้าวลึกบ่งบอกว่าคำพูดของเขาย้ำเตือนในสิ่งที่เธอเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ชายหนุ่มจึงหันกลับไป พยายามควบคุมไม่ให้มือตัวเองสั่นระริกขณะเอื้อมไปกุมด้ามดาบที่ฝังลึกในร่างรุ่นพี่ที่เคารพ
“จะปล่อยไว้แบบนี้ก็น่าสงสารเกินไป…” เขาเกร็งแขนเตรียมจะดึงดาบ ทว่า…
“หยุด !” เสียงกร้าวราวฟ้าผ่าดังขึ้นพร้อมการปรากฎตัวอย่างฉับพลันของจักรพรรดิแห่งโรงเรียนลูกผู้ชาย
“ลูกพี่จากิ…” แม้แต่ประธานปีหนึ่งก็ยังอ้ำอึ้ง… ทว่าจากิไม่ได้ใส่ใจ กลับโบกมือเป็นสัญญาณให้ถอยไปห่างๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปกุมด้ามดาบแทนที่โมโมะอย่างระมัดระวัง
“พวกแกยังไม่รู้ถึงฝีมือที่แท้จริงของอาคาชิ” จักรพรรดิผู้น่าเกรงขามว่า ดวงตาหรี่ลง กล้ามเนื้อทั่วร่างเขม็งเกลียว “หากพลาดไปนิดเดียวเขาอาจไม่รอด”
“ฮ่ะห์!” พริบตาที่ไอลมปราณกระแทกออกมาจนรอบข้างสะเทือน ดาบยาวนับสองเมตรก็หลุดออกมาโดยร่างของอาคาชิไม่กระดิกแม้เส้นผม การลงมือในครั้งนี้แม่นยำและปราณีตเพียงใด ฝีมือล้ำเลิศเพียงใด นับว่าเกินคาดคำนวณจริงๆ
ทว่าท่ามกลางความพรึงเพริดของทุกคน ยังมีสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นเกิดขึ้น
“อึ่ก…” เป็นเสียงร้องครางจากปากของท่านประธานฯ ปีสอง พร้อมกับที่กล้ามเนื้อใบหน้าเคลื่อนไหว นิ้วมือและขาเริ่มขยับ
“รุ่นพี่อาคาชิ !” รอบข้างอุทานเป็นเสียงเดียว แพทย์สาวน้อยรีบทรุดตัวลงแตะชีพจรอีกครั้ง ทว่าคราวนี้รอยยิ้มที่ค่อยๆ คลี่ออกราวกับปุบผาบานนั้นบ่งบอกผลลัพธ์ที่ต่างออกไป
“แต่…เป็นไปได้ยังไง..” โมโมะพึมพำอย่างสับสน
“เขาไม่ได้ฟื้นขึ้นมาหรอก เพราะเขาไม่ได้ตาย อาคาชิจงใจเสียบร่างของตัวเองโดยเว้นจุดอันตรายไว้” รุ่นพี่จากิเฉลย
“จำไว้ ในการต่อสู้กับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะ มีเพียงคำว่าโอกาสเท่านั้น”
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ทิ้งท้ายไว้ก่อนจะก้าวออกไปท่ามกลางสายตาที่แสดงความเลื่อมใสที่พุ่งมาจากทุกทิศทาง
ดูเหมือนรุ่นพี่อาคาชิจะได้สติแล้ว เขากวาดสายตาไล่ไปตามใบหน้าของเหล่าสหายร่วมโรงเรียนที่รุมล้อมอยู่ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าที่ใกล้ชิดที่สุด
“ทำให้เจ้าต้องร้องไห้อีกจนได้นะ…” อาคาชิพึมพำเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน แต่ยังเอื้อมมือที่สั่น
ระริกออกไป “ข้านี่เป็นรุ่นพี่ที่ไม่เอาไหนเลย…”
มือข้างนั้นถูกคว้าไปกุมไว้แน่น
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ…” ยู่อี่กระซิบตอบ “ท่านเป็นรุ่นพี่ที่ดีที่สุด…” เธอซบหน้าลงแนบฝ่ามือที่มีคราบเลือดและผงสนิมเต็ม หยาดน้ำตาร้อนผ่าวร่วงเผาะลงบนร่างที่เริ่มอุ่นของอีกฝ่าย
ดาเตะจับตามองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนร่างที่บาดเจ็บสาหัสของรุ่นพี่ถูกหามออกไปโดยมีร่างเล็กแนบข้าง …ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย…
เขานับถืออาคาชิในฐานะรุ่นพี่ที่มีฝีมือจากใจจริง และก็ยินดีไม่น้อยกว่าใครที่ได้เห็นว่ารุ่นพี่เอาชีวิตรอดกลับมาจากสมรภูมิเลือดได้
แต่…ไม่รู้ทำไม… พอเห็นยัยเด็กหางเปียยาวรักใคร่ห่วงใยกับรุ่นพี่ถึงเพียงนั้นแล้วถึงได้หงุดหงิดนัก !
เมื่อไม่รู้จะระบายอารมณ์อย่างไรดี ดาเตะจึงหันไปหาอดีตลูกน้องรูปงามของตน “ฮิเอ็ง” เขาเรียก ทำหน้าเครียดเป็นปกติ “
รร.ลผช.ฟิคชั่น
August 5, 2011 at 3:50 am (Uncategorized)
ชายผู้ผันตัวเองมายืนแถวหน้าของสังคมเบื้องหลัง เจ้าพ่อยากูซ่าผู้ครอบครองเขตอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคันโต ดาเตะ โอมิโตะทอดสายตาไปยังสตรีสาวที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม หญิงผู้ได้ชื่อว่าภรรยา…
นับเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วตั้งแต่เขาได้จันทรางามมาครอบครอง ท่ามกลางการลุ้นอย่างตัวโก่งและเสียงสาปแช่งของใครๆ แม้จะเป็นคนที่อยู่ในโลกเบื้องหลัง เขาก็มั่นใจว่าตัวเองได้ปกป้องดูแลยู่อี่อย่างดีที่สุด
ราวกับจะเป็นข้อพิสูจน์ มาจนบัดนี้ ความงามของยู่อี่ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย เด็กสาวผมเปียในกาลก่อนนั้นบัดนี้กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว ผ่องใสราวจันทราในคืนฟ้ากระจ่าง งดงามราวจะสะกดผู้คนให้หลงใหล เมื่อเห็นภรรยาที่รักเป็นเช่นนั้นดาเตะจึงยิ่งทวีความหวงแหนเป็นทวีคูณ
อาจเป็นเพราะเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของเขาโกโรโฮ ยู่อี่จึงไม่โปรดปรานคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ถูกสร้างด้วยอิฐและปูน รอบล้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพงนัก แม้เธอจะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ แต่ดาเตะดูแววตาและท่าทางการห่อตัวจนลีบเล็กของภรรยาก็พอจะเดาออก ด้วยเหตุนี้ เนื้อที่ด้านหลังคฤหา่สน์ใหญ่ถูกกั้นให้เป็นเขตหวงห้าม พื้นที่กว้างขวางถูกสร้างเป็นตำหนักแบบจีนย่อมๆ น่ารักให้เป็นที่พักสำหรับยู่อี่โดยเฉพาะ ด้านนอกเป็นสวนไผ่แบบจีน มีทั้งน้ำตกลำธารและเก๋งจีนชมวิว รวมถึงพื้นที่เรือนกระจกสำหรับเพาะสมุนไพร ทั้งหมดนี้ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา มิหนำซ้ำยังมีระบบระวังภัยอีกหลายต่อหลายชั้น ตัวเขาเองในเวลาว่างก็มักจะมาพักกับภรรยาที่นี่ ปล่อยคฤหาสน์ใหญ่ให้เป็นที่ใช้รับรองแขกและเป็นที่พักของเหล่า “เด็กๆ ในแก๊ง” แต่เพียงอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้เขาเก็บเงียบไว้เป็นความลับ จนเมื่อมันเสร็จสมบูรณ์ และเขาปล่อยให้เก็คโคเช็คจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างไร้ข้อตกบกพร่องไม่เว้นแม้แต่ใบไม้ใบเดียว (สมเป็นบุรุษผู้สมบูรณ์แบบแห่งสามมารหมัด) จึงได้จัดแจงไปรับยู่อี่มาจากที่ทำงาน (ปล่อยไปช่วยฮิเอ็ง) โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า “บ้านตกแต่งใหม่เสร็จแล้ว อยากให้เจ้ามาดู”
“ที่นี่..” หญิงสาวร้อง ดวงตากลมโตยิ่งเบิกกว้างเมื่อผ้าผูกตาถูกปลดออกให้เห็นทิวทัศน์ตรงหน้า “ที่นี่น่ะหรือคะ..บ้านของเรา”
“เจ้าไม่ชอบหรือ” ดาเตะถามหน้านิ่ง แม้ใจจะเต้นรัว ใจหนึ่งก็ค้านว่าไม่มีทางที่ยู่อี่จะไม่ชอบ ในเมื่อตำหนักจีนนั้นเขาเป็นคนแบกหน้าไปก้มศีรษะขอร้องหวังต้าเล้งให้เป็นผู้ร่างแบบให้ โดยอ้างอิงจากรูปแบบตำหนักของหมู่บ้านดอกท้ออันเป็นบ้านเกิดของยู่อี่
ในตอนนั้นหวังต้าเล้งเงียบไป ไม่ตอบรับหรือปฎิเสธ แต่อีกสองสัปดาห์ให้หลังก็มีกระบอกลึกลับมาวางไว้ถึงบนโต๊ะทำงานของเขาโดยไม่มีใครรู้ที่มา เมื่อกางออกเขาก็พบแปลนอย่างละเอียดตำหนักจีนนี้ เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากถ้อยคำสั้นๆ ถากถางว่า “คิดตื้นๆ แค่นี้คิดหรือว่าจะทำให้ยู่อี่น้อยของข้ามีความสุขได้ เห็นแก่นางข้าจะสั่งสอนเอาบุญ” ก็มีม้วนเอกสารหนาปึกร่างแบบสวนจีน ลำธาร เก๋งชมวิว พร้อมทั้งตารางการคำนวณธาตุ ดวงดาวและมุมตกกระทบทั้งหลายแหล่ที่เขาอ่านไม่ออก แต่พอจะเดาได้ว่าทั้งพันธ์ไม้และการกำหนดตำแหน่งล้วนคำนึงแล้วว่าเป็นฮวงจุ้ยที่จะส่งเสริมดวงยู่อี่ให้อยู่ดีมีสุขทุกวันคืน
เขานั่งอึ้ง นึกทึ่งและชื่นชมในพรสวรรค์ของหวังต้าเล้ง รวมถึงความหลงลูกสาวอย่างไม่ลืมหูลืมตานั่นด้วย ชายหนุ่มนึกอยากถามบ้างเหมือนกันว่าแล้วดวงของผู้อยู่อาศัยหลักอย่างเขานั่นเล่าได้คิดถึงบ้างหรือไม่ แต่นึกได้ว่าถึงตาแก่หวังไม่สบใจในตัวเขาอย่างไร ก็คงไม่ใจโหดพอจะเห็นลูกสาวที่รักโศกเศร้า ได้ข้อสรุปเช่นนี้แล้ว ดาเตะจึงสั่งลูกน้องให้ส่งต่อแบบแปลนให้ผู้รับงานก่อสร้างต่อไป แน่นอนว่าเมื่อผู้รับเหมาเห็นก็แทบเบิกตาโพลงในความละเอียดของเนื้องาน ทว่าเมื่อเป็นคำสั่งของเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเขตคันโต มีหรือใครจะกล้าขัดใจ
ในยามนี้เมื่อแบบแปลนปรากฎเป็นรูปร่างให้จับต้องได้ ดาเตะจึงได้เห็นกับตาเป็นครั้งแรกว่าหวังต้าเล้งทุ่มทั้งกายและใจทำงานนี้เพื่อบุตรสาวที่รักเพียงใด เมื่อยู่อี่ของเขาเดินราวต้องภวังค์เข้าสู่สวนตรงหน้า ก็ราวกับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายลงสู่ที่ของมัน พรรณไม้ยิ่งส่งประกายเขียวขจีราวกับหยก ปุบผาแย้มกลีบบานราวอัญมณี ราวกับสวนทั้งหมดถูกปลุกจากนิทราขึ้นมามีชีวิต เพื่อต้อนรับนายหญิงที่มันเฝ้ารอมานาน นางไม้น้อยผู้เป็นดวงใจของเขา
จากนั้นนางไม้น้อยนั้นก็หันมาหาเขา… ดวงตาคล้ายมีน้ำเอ่อท้น ริมฝีปากขยับเบาๆ ทว่าไม่มีเสียงออกมา เมื่อกระเถิบเข้าไปใกล้นั่นแหละจึงจับความได้ว่าเธอกำลังกระซิบเบาๆ ว่า “ขอบคุณ…”
หญิงสาวโถมเข้ามาในอ้อมอกเขา ใช้มือนุ่มนิ่มทั้งสองกุมมือใหญ่ของเขาแน่น ก้มศีรษะลงต่ำพลางกระซิบ “ขอบคุณค่ะ..ขอบคุณ..สวยเหลือเกิน…ขอบคุณค่ะ…”
ดาเตะกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แนบอก ความเหน็ดเหนื่อยเหมือนจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงความภาคภูมิ…ตื้นตัน…หลายสิ่งประดังกันขึ้นมา แม้จะเป็นคนเช่นเขา ก็ยังมีหลายสิ่งที่นึกขอบคุณพระเจ้า หนึ่งในนั้นคือการที่ได้พบยู่อี่ และการที่ได้เธอมาอยู่เคียงข้างเขา…
เมื่อรู้สึกตัวว่าถูกจับตามอง หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นจากต้นไม้ที่กำลังประคบประหงมอยู่ ขึ้นมองหน้าเขายิ้มๆ ใบหน้าใสไร้รอยแต่งแต้มดูสว่างไสวเป็นประกายในแสงตะวัน
“มีอะไรหรือคะ”
“เปล่า” เขาวางแก้วชาญี่ปุ่นลง เมื่ออายุมากขึ้น รสนิยมของเขาก็หันไปทางชาตินิยมอย่างชัดเจน
“แค่คิดว่านานๆ จะมีเวลาว่างอยู่ด้วยกัน เจ้าน่าจะมาเอาอกเอาใจข้ามากกว่าไอ้ตัวเขียวนั่นนะ”
คราวนี้หญิงสาวของเขาหัวเราะเสียงใส
“ขอโทษค่ะ ขอเวลาข้าตรงนี้อีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว” เจ้าหล่อนยิ้มก่อนจะเสริม “รุ่นพี่อาคาชิเพิ่งให้คนส่งต้นระฆังทองมาให้เมื่อวาน ถ้าไม่รีบเอาลงกระถางมันจะเฉาเอานะคะ”
คราวนี้คิ้วเขาขมวดจนชนกัน …ใช่…ไอ้ที่ไม่ถูกใจอีกเรื่องก็ตรงนี้แหละ…
ภรรยาของเขาไม่เพียงแต่จะเป็นคนรัก นางยังเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเขาอีกด้วย
ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไร…
ถ้าโรงเรียนที่เขาเคยผ่านมาคือโรงเรียนลูกผู้ชาย…
และยู่อี่เป็นสตรีนางเดียวในประวัติศาสตร์สามร้อยปีของโรงเรียนลูกผู้ชายที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นนักเรียนพิเศษ…
ดังนั้นในหมู่สหายสนิทของเขา ยู่อี่จึงไม่ได้เป็นเพียง “ภรรยาของเพื่อน” แต่เป็นสหายรักที่ร่วมสมรภูมิด้วยกันมา ต่อให้เขาเป็นสามีที่ใจแคบเพียงใดก็ไม่อาจกีดกันภรรยาไม่ให้คบหากับเพื่อนฝูงคนสำคัญเหล่านี้ได้ …และถึงต่อให้กีดกันได้เป็นผลสำเร็จ สหายผู้มีพลังเหนือมนุษย์เหล่านั้นก็คงรวมหัวกันมาถล่มเขายับเยินในเวลาอันรวดเร็ว
ดาเตะเงียบ อารมณ์เริ่มทวีความขุ่นมัวราวตะกอนชาก้นแก้ว
ชะรอยจะเดาอารมณ์ของสามีที่รักออก หญิงสาวจึงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หายไปซักครู่ก็เดินกลับมาทรุดตัวลงเคียงข้าง เอนศีรษะซบหลังไหล่ของอีกฝ่ายอย่างจะเอาใจ ซักพักจึงรู้สึกถึงท่อนแขนหนาๆ ที่เลื่อนมาโอบรอบเอว ดึงเธอเข้าไปนั่งเกยตักอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
ยู่อี่ปล่อยตัวแอบอิงสามีตามสบาย ตาหลับพริ้ม ริมฝีปากบางเผยอน้อยๆ คล้ายแย้มยิ้ม ดาเตะก้มลงไปมองแล้วหัวใจก็ลำพองขึ้นโดยไม่อาจข่มกลั้น ใช่ ไม่ว่ายู่อี่จะสนิทสนมกับชายอื่นเยี่ยงไร คนที่เธอจะแสดงสีหน้าเช่นนี้ให้เห็น ก็มีเพียงเขาเท่านั้น
ชายหนุ่มก้มลงสูดกลิ่นผมหอม พลางไล่ริมฝีปากต่ำลงมายังไรผมอ่อน แก้มบาง ใบหูเล็กสวยได้รูปที่เขาขบเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ทว่าก่อนที่จะได้เลยเถิดไปตามที่ใจปรารถนา หญิงสาวก็บิดตัวหนีออกจากเงื้อมมือที่เกาะกุมอยู่ ใบหน้าเป็นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจยังหอบรวนน้อยๆ
“ท่านดาเตะ” จันทราของเขาร้อง “ท่านยังเจ็บอยู่นะเจ้าคะ”
“ช่างหัวมันปะไร” เชาตอบห้วน “ไม่ได้เจอเจ้ามาเป็นเดือน ขอกอดให้สมใจหน่อยไม่ได้หรือไง” มือเอื้อมไปคว้าร่างอ้อนแอ้นอีกรอบ แต่คว้าอากาศวืดเมื่อหญิงสาวถลาหลบไปไกล
“ไม่ได้เจ้าค่ะ” ถ้อยคำฉาดฉานกลั้วเสียงหัวเราะ “สัญญากับข้าแล้วไงคะ ว่าจะยอมพักผ่อนแต่โดยดีน่ะ”
“กอดเจ้าก็ไม่ได้หักโหมอะไรนี่” เขาโต้หน้าตาย
“ท่านนี่พูดไม่รู้เรื่อง” ยู่อี่หน้าแดงฉาน ตัดบทเอาดื้อๆ “ข้าจะไปตักรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดมาให้ทานบำรุงนะคะ รอแป๊บเดียว” พูดจบก็วิ่งตื๋อหายไป
ดาเตะมองตามไล่หลังไปแล้วหัวเราะหึๆ ในลำคอ แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่อความเจ็บปวดบริเวณซี่โครงซ้ายทวีแปลบรุนแรงเสียจนต้องหลับตาข่มกลั้น
…หรือว่าเราจะแก่ตัวแล้วจริงๆ…
ความคิดไม่น่าพึงใจผุดเข้ามาในสมอง ทว่าเขารีบปัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเพิ่งจะอายุเหยียบเลขสามได้ไม่นานก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าพ่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคันโต ครอบครองเขตอิทธิพลมหาศาล ยังคึกคักทั้งพละกำลังและจิตใจ… ทว่าวงจรความคิดก็ถูกขัด เมื่อรู้สึกถึงผ้าเย็นๆ มาซับที่ขมับเบาๆ อย่างระมัดระวัง ลืมตาขึ้นก็เห็นดวงตากลมโตของภรรยากำลังจ้องตรงมา แววตาสั่นระริกด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด
ดาเตะฝืนยิ้ม ดึงมือภรรยาที่กำผ้าเช็ดหน้ามากุมไว้
“เจ้ายังช่างห่วงเหมือนเดิม”
“ก็ท่าน…” หญิงสาวชะงัก ก่อนเปลี่ยนถ้อยคำเสียใหม่ “ก็ข้ารักท่าน”
“ข้ารู้” เป็นคำตอบสั้น เขาดึงมือภรรยามาจูบเบาๆ ราวจะทดแทนถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ย
ยู่อี่คล้องแขนทั้งสองโอบรอบคอสามี ดึงศีรษะเขาแนบอกตน โคลงตัวไปมาเบาๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ดาเตะมักรีบสลัดหลุดโดยไว เขาว่าน่าอายที่มาทำราวกับตนเป็นเด็กเล็กๆ ร้องหาแม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มปล่อยภรรยาให้ทำตามใจ และพบว่ามันทำให้เขาอบอุ่นและเยือกเย็นลงอย่างประหลาด …บางที… ดาเตะคิด …นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความสุขก็เป็นได้…
——————
รร.ลูกผู้ชายแฟนฟิค (ตะลุยเขาวงกตเกาะดอกท้อ)
July 27, 2011 at 9:26 am (Uncategorized)
เจ ชายหนุ่มชาวตะวันตกเพียงผู้เดียวในโรงเรียนลูกผู้ชาย ถอดเสื้อนั่งเอกขเนกอยู่ใต้ร่มเงาต้นซากุระ การปล่อยตัวตามสบายเช่นนี้ผิดวิสัยชายผู้เคร่งในวินัยเช่นเขานัก ทว่ายามบ่ายอันร้อนอ้าวเช่นนี้ กระทั่งแค่หายใจยังอึดอัด บั่นทอนกำลังใจในการฝึกของเขาอย่างสุดแสน เหลียวมองไปรอบตัว ก็เห็นเพื่อนร่วมเรียนผิวเหลืองทั้งหลายออกมานั่งๆ นอนๆ บนสนามหญ้าแทนในตัวอาคารเรียนที่ระอุราวเตาอบด้วยกันทั้งนั้น เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมการซ้อมยามบ่ายไปเป็นยามค่ำโดยไว ทว่าในขณะที่ึความคิดยังล่องลอยไปตามปุยเมฆ ก็มีเสียงหวีดแหลมกรีดก้องตัดอากาศ ปลุกให้ดวงวิญญาณที่ง่วงเหงาเงยหน้าจ้องไปยังท้องฟ้าโดยพร้อมเพียงกัน
ในทิศทางของเสียงนั้นมีจุดดำๆ พุ่งตรงเข้่ามาอย่างรวดเร็ว เพ่งให้ดีด้วยสายตาแหลมคมของนักมวยจึงเห็นว่ามันเป็นนกขนาดใหญ่ ลวดลายประหลาดไม่คุ้นตา ปีกข้างหนึ่งบิดเบี้ยวอย่างที่ไม่ควรจะเป็น มองได้แค่นี้เขาก็ต้องรีบดีดตัวหลบ เพราะเห็นว่าเจ้านกยักษ์นั่นถลาร่อนราวกับจะดับเครื่องชนลงมาตรงจุดที่เขานอนอยู่นี่เอง
ตามคาด มันพุ่งโครมลงมาที่สนามหญ้า กลิ้งกลุกๆ ไปกับพื้นสามสี่รอบก่อนจะหยุดนิ่ง ปีกสองข้างแผ่ราบไปกับพื้นอย่างหมดแรง เพื่อนฝูงรวมถึงตัวเขาเองรีบแห่กันไปรุมล้อมเจ้านกเคราะห์ร้าย เมื่อดูใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นลวดลายนั้นแท้จริงคือโลหิตสดๆ ที่ไหลอาบทั่วร่างปวกเปียก ขนปีกกระจุยกระจาย บางแห่งเนื้อแหว่งจนเห็นโครงปีกขาวเหวอะ ดูก็รู้ว่ามัจจุราชคงใกล้มาเยือนเต็มที…
“ถอยหน่อยค่ะ ขอทาง ขอทางด้วย” เสียงแหลมใสดังขึ้น น้ำเสียงนั้นระล่ำระลั่กต่่างจากยามปกติ แต่ไม่ต้องเหลียวไปดูก็รู้ว่าเป็นใคร ก็ผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น…
ไม่ทันไรเด็กสาวหางเปียยาวในชุดแบบตะวันออกแปลกตาก็แหวกฝูงชนออกมา ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพน่าสมเพชของสัตว์ปีกตรงหน้า
“เก็งหยู…” เด็กสาวร้องคราง
เธอปราดเข้าไปคุกเข่าลงข้างเจ้านกยักษ์ นิ้วมือขาวเรียวยาวไล่ไปตามปีกที่ียับเยิน ปากก็ขยับพูดภาษาจีนที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเบาๆ น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นอ่อนโยนคล้ายปลอบโยน ทว่าดวงหน้ากลับซีดขาว กระทั่งมือนั้นยังเริ่มสั่นระริก
“คุณหนูยู่อี่” ชายหน้าลุงไว้หนวดแหลม หางตาเรียวยาวบ่งบอกเชื้อชาติจีนแท้คุกเข่าลงใกล้ๆ เธอ “มีอะไรให้ข้าช่วยไหม”
“ท่านรายเด็น” เด็กสาวเงยหน้่าขึ้นราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ “ขอโทษนะคะ ช่วยหยิบโถโอสถบนโต๊ะข้า กัีบตัวยาสมานแผลในลิ้นชักขวาบนสุดให้หน่อยได้ไหมคะ”
ชายหนวดพยักหน้าหงึกหนึ่งก่อนจะตีลังกาดีดตัวออกไปอย่างว่องไว ทิ้งเสียงฮือฮาไว้เบื้องหลัง วิชาตัวเบาสำนักไดโอโจริวยังคงน่าชมเช่นเคย
“แม่นางยู่อี่” คราวนี้หนุ่มผมยาวรูปงามราวสตรีทรุดตัวลงข้า้งๆ เด็กสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาซับโลหิตให้เจ้าสัตว์ปีกบนตัก “นกตัวนี้เป็นของท่านหรือ ? มีอะไรที่พวกเราช่วยได้หรือไม่ ?”
สาวน้อยยู่อี่ยังคงก้มหน้างุด เพียงส่ายศีรษะเบาๆ ไม่รู้ว่าเป็นการปฎิเสธคำถามไหนกันแน่ จนหนุ่มรูปงามต้องถือวิสาสะประคองไหล่อีกฝ่ายขึ้นโดยไม่ใส่ใจท่าทีแข็งขืน เมื่อดวงหน้านั้นเงยขึ้นมา ทุกคนจึงเห็นชัดว่าดวงตากลมโตนั้นมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นสีแดงก่ำตัดกับใบหน้าซีดเผือด
ทว่าเพียงพริบตา เด็กสาวก็เบี่ยงตัวเบาๆ ให้พ้นจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ก้มลงมองเจ้าสัตว์บาดเจ็บบนตักก่อนตอบสั้นๆ
“เก็งหยู… นกตัวนี้…” คำพูดที่ตามมาเจือเสียงสะอื้น “เป็นเหยี่ยวส่งสารตัวโปรดของท่านลุงหวัง…”
เมื่อสิ้นเสียง บรรยากาศแตกตื่นเมื่อครู่ก็กลับหนักอึ้ง ทุกคนที่นั่นรู้ดีว่าเด็กสาวรักใคร่ผูกพันกับ “ท่านลุงหวัง” เพียงใด การที่ท่านจะส่งนกส่งสารที่สาหัสเจียนตายมาถึงนี่ย่อมไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่…
เด็กสาวไม่พูดอะไรต่อ เธอปาดน้ำตาแล้วรับยาที่รายเด็นส่งให้ ก้มหน้าทำแผลให้เจ้าเหยี่ยวที่กลายสภาพเป็นผ้าขี้ริ้ว ทิ้งให้เหล่าชายหนุ่มที่รายล้อมนิ่งอั้นด้วยความรู้สึกที่คับแน่นในใจ
ทว่าไม่ทันไรเสียงลากเกี๊ยะแกรกกรากอันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังขึ้น “เก็งหยูหรือ”
ร่างใหญ่ยักษ์ของผู้อำนวยการโผล่ขึ้นกลางวง ทำเอานักเรียนแตกฮือกันเป็นแถบ
“เจ้าช่วยมันได้ไหมล่ะ ยู่อี่”
คราวนี้สาวน้อยเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก ทว่าเสียงที่ตอบยังคงสั่นเครือ
“ข้าทำเท่าที่ทำได้แล้วเจ้าค่ะ… แต่กระดูกหักหลายแห่งเหลือเกิน.. ถึงรักษาชีวิตไว้ได้ เก็งหยูก็คง…”
ท่านผู้นำนวยการพยักหน้า แล้วปุบปับก็ก้มลงฉวยร่างอ่อนปวกเปียกในอ้อมแขนเด็กสาวขึ้นอย่างเบามือทว่าว่องไวเกินจะยั้งไว้ทัน เจ้าเหยี่ยวส่งเสียงแกว๊กกว๊ากเป็นเชิงประท้วง ทว่าก็อ่อนแรงเกินกว่าจะดิ้น ท่านเดินลิ่วนำไปก่อนจะพยักหน้าให้เด็กสาวตามมา สองคู่หูคู่ฮา โทร่ามารุและโทงาชิผู้ชื่นชอบการเข้าไปรับรู้เรื่องของผู้อื่นรีบวิ่งตามกลิ่นปริศนาอันโชยหึ่งไปทันที แต่ก็โดนสายตาพิฆาตมารของท่านผอ.สกัดเอาไว้เสียก่อน สุดท้ายจึงมีแต่ยู่อี่วิ่งตามผอ.ที่เดินตัวปลิวไปติดๆ
แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่รอดพ้นจากสายตาของประธานและรองฯ ปีหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่วงนอกได้
“นายคิดว่าไงล่ะ ดาเตะ” ประธานปีหนึ่ง ซึรุกิ โมโมทาโร่ถามลอยๆ รอยยิ้มไร้พ่ายยังคงฉาบบนสีหน้าจางๆ
“ก็ไม่ว่าไง” รองประธานผู้มีแผลสักหกหน้าตอบเรียบๆ สายตาไม่หันมาทางคู่สนทนา “เรื่องส่วนตัวของแม่นั่น ไม่เกี่ยวกับพวกเรานี่”
“ก็ว่างั้น” ประธานของเหล่าเด็กปีหนึ่งพูดกลั้วหัวเราะก่อนเดินเข้าอาคารไป ทิ้งให้ท่านรองฯ ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่คนเดียว
ทว่าก่อนที่เรื่องจะคืบหน้าไปในทิศทางไหน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ร่างของเด็กสาวผมเปียก็สาบสูญไปจากโรงเรียน…
———————————-
“หิวข้าวแล้ว วันนี้มีอะไรกินมั่งคร้าบบบบ พี่สาว” เจ้าหนูฮาคุโอแหกปากลั่นหลังผลักประตูโรงอาหารเข้าไป หวังจะเห็นคนที่ตัวเองทึกทักเอาเองว่าเป็นพี่สาวส่งยิ้มให้จากหลังเคานเตอร์ พลางกวักมือเรียกมารับข้าวเช้าร้อนๆ เหมือนทุกครั้้ง ทว่าเจ้าตัวก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นหลังเคานเตอร์ว่างวาย ไม่มีกลิ่นหอมของปลาย่าง ไม่มีควันข้าวร้อนกรุ่น และ… ไม่มีคนส่งรอยยิ้มอ่้อนหวานให้เหมือนทุกครั้ง
“ยู่อี่ไม่อยู่แล้ว เจ้าหนู” อ.หมวกนักบินหาคำตอบใหคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน ณ ที่นั้น
“ไม่อยู่…” ฮาคุโอทวนคำ ทำท่ามึนงงเหมือนลูกเจี๊ยบที่เห็นแม่ไก่ถูกคนหิ้วหายไปต่อหน้าต่อตา “ไม่อยู่แล้วไปไหน”
“ไม่รู้ ผอ.บอกฉันมาแค่นั้น อยากรู้ก็ไปถามเอาเองสิ” อ.ตอบอย่างหงุดหงิดเพราะแกเองก็อยากรู้เหมือนกัน ตั้งแต่ยู่อี่เข้ามาก็รับหน้าที่ดูแลข้าวปลาอาหารของพวกนักเรียนไปเยอะเสียจนแกสบายตัว เมื่ออยู่ๆ หน้าที่นี้ถูกโยนกลับเข้ามาแกจึงหัวเสียเป็นธรรมดา
ฮาคุโอคงจะยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นอีกเป็นนาน หากไม่ถูกโทร่ามารุและโทงาชิดึงแขนขึ้นคนละข้างหิ้วปลิวไปนอกโรงอาหารอย่างรวดเร็ว ดูท่าคงมีแผนอะไรกันอีกตามเคย
เจหยิบไข่ดิบมาตอกไปบนข้าวเย็นชืด ราดโชยุแล้วหยิบขึ้นพุ้ยเข้าปากก่อนวางถ้วยลงดังกึก
…จริงสิ ตั้งแต่สาวน้อยคนนั้นมา เขาก็ลืมไปสนิท ว่าตัวเองไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น…
———————-
“ท่านผอ.” ไม่ทันไรเจ้าหนูฮาคุโอ นักเรียนอายุน้อยที่สุดในโรงเรียนก็ไปยืนจังก้าอยู่ในห้องผอ.กระหนาบซ้ายขวาด้วยสองคู่หูคู่ฮา
“ข้าอยากรู้ว่าพี่ยู่อี่ของข้าหายไปไหน” ถามเสียงแจ้วโดยไม่หวั่นไหว
“พี่ยู่อี่ของเจ้าเรอะ” ผอ.จ้องกลับมาเขม็งข้ามกล่องข้าวขนาดยักษ์ “นางขอลาพักไม่มีกำหนด”
“ลาพักอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ยังไง ทำไมข้าไม่รู้” เสียงรัวเร็วราวปะทัดแตก
“นางขอลาเดินทางกลับจีนเพราะเป็นห่วงหวังต้าเล้ง”
คราวนี้ฮาคุโอชะงักไป เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ก็ได้ยินมาจากเหล่าผองเพื่อนรุ่นพี่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ วันนี้เขาถึงได้ดิ่งมาแต่เช้า ตั้งใจจะมาปลอบใจพี่ยู่อี่ให้คลายกังวล แต่จะอย่างไร…
“แล้วทำไมหนูยู่อี่ถึงไม่บอกอะไรพวกเราบ้าง” โทงาชิโผงผางขึ้นตามนิสัยโดยมีโทร่ามารุพยักหน้าหงึกๆ คอยหนุนสหายอยู่ข้างๆ “จะรีบร้อนยังไงแค่โน้ตใบเดียวจะทิ้งไว้ให้ไม่ได้เลยเรอะ”
คราวนี้ผอ.หลับตาลงและเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววประหลาด
“นางไม่อยากให้พวกเจ้าต้องกังวล” ผอ.พูดช้าๆ เสียงแผ่วผิดวิสัยตามปกติของท่าน “ก็แค่เท่านี้แหละ” ก่อนจะยืดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ หันหลังให้ทั้งสามเป็นเชิงตัดบทสนทนา
หากผอ.ไม่ต้องการพูด จะไปเอาช้างทั้งตัวมางัดก็เปลี่ยนใจท่านไม่ได้ เหล่านักเรียนรู้ข้อนี้ดี ทั้งสามจึงยอมล่าถอยไปอย่างสงบ และข่าวเรื่องยู่อี่เดินทางกลับจีนอย่างไม่มีกำหนดกลับ ก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
ーーーーーーーーーーーーーーー
ดาเตะมองบานประตูเลื่อนอยู่อึดใจก่อนผลักเปิดออก ประตูฝืดแล้ว เขานึก คงต้องให้ใครมาหยอดน้ำมัน ไม่งั้น…
“ดาเตะซัง” เด็กสาวประจำห้องพยาบาลหันขวับมาจนหางเปียยาวสะบัด เส้นผมดำขลับสะท้อนแสงอาทิตย์จนเป็นประกายรุ้งเลื่อมพราย เค้าหน้าปากนิดจมูกหน่อยนั้นกำลังขมวดคิ้วปั้นหน้าดุ ทว่าก็ยังน่าเอ็นดูชวนให้หยอกเย้า
“หนีเรียนมานอนบ่อยๆ ไม่ได้นะคะ”
ดาเตะอ้าปากจะสวนไปตามความเคยชิน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าภาพนั้นละลายหายไปในอากาศ สิ่งที่อยู่ต่อหน้าเขามีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ที่ว่างเปล่า แสงแดดอ่อนจางที่ส่องเข้ามาทำให้มองเห็นฝุ่นผงที่ปลิวเป็นละอองไอในห้องที่ว่างวาย
…จันทราหายไปจากท้องฟ้าแล้วจริงๆ…
ชายหนุ่มหันหลังเดินออกโดยไม่ลืมปิดประตูตามหลัง ทว่าักระชากเสียจนมันจนหลุดพรวดลงมาเอียงกระเท่เร่ เป็นอันว่าปัญหาประตูฝืดถูกแก้ไขไปโดยปริยาย
——————–
เข้าสู่วันที่สองแล้วตั้งแต่ยู่อี่หายตัวไป ความร้อนระอุชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนยังคงไม่คลาย ประกอบกับชั่วโมงเรียนที่น่าเบื่อหน่ายทำให้นักเรียนฟุบอย่างซังกะตายกันเกือบทั้งห้อง ทว่า ในตอนนั้นเอง…
โครม เกิดเสียงดังสนั่นพร้อมแรงกระแทกรุนแรงจนตัวอาคารเรียนเก่าคร่ำคร่าไหวโยก กระจกหน้าต่างโดนแรงอัดจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง เล่นเอาเหล่านักเรียนผวาหลบลงใต้โต๊ะกันเป็นแถบ ยกเว้นไม่กี่คนที่ปราดไปยังหน้าต่างอย่างรวดเร็วราวกับมีแรงดึงดูด
ประตูโรงเรียนด้านหนึ่งทลายยับเยินเหลือเพียงกองหิน ข้างๆ นั้นมีบุรุษสามนายแต่งกายราวกับหลุดมาจากหนังจีนโบราณยืนอยู่อย่างเรื่อยเฉื่อย ทั้งสามต่างก็มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน ทั้งอายุมากและน้อย แต่ที่ทั้งสามมีร่วมกันก็คือแววตาที่เย็นเยียบไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งใดราวดวงตาของปลาตายมากกว่ามนุษย์เป็น
และแล้่วท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เจ้าคนร่างใหญ่ที่สุดในนั้นยกง้าวด้ามยักษ์ในมือขึ้นสูง ก่อนจะกระแทกมันลงกับพื้นอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดเสียงราวฟ้าผ่าและอาคารสะเทือนเลื่อนลั่นจนเหล่านักเรียนและอาจารย์ที่เพิ่งมุดออกจากใต้โต๊ะเสียหลักล้มระเนระนาดกันอีกรอบ คราวนี้สนามดินโรงเรียนส่งเสียงครวญครางก่อนปริแตกเป็นร่องลึก
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังคำรามอยู่ในใจว่า “อ้อ มาหาเรื่องถึงที่เรอะ” โมโมทาโร่ ประธานปีหนึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งบู๊บุ๋นกลับเอามือท้าวขอบหน้าต่างพุ่งหลาวลงสู่พื้นอย่างสง่างาม แม้จะรู้สึกตัวว่ามีสหายพุ่งตัวตามออกมาอีกหลายร่าง เขาก็ไม่ได้เหลียวกลับไป แต่เอามือล้วงกระเป๋าเดินยิ้มก้าวเข้าสู่ศัตรูตรงหน้าโดยเปิดเผย
“ฉันประธานนักเรียนปีหนึ่ง ซึรุกิ โมโมทาโร่” โมโมะพูดยิ้มๆ พลางบุ้ยใบ้ไปยังกองหินอดีตเสาโรงเรียน “ทักทายกันซะเอิกเริกเลยนะ”
ชายร่างเล็กท่าทางเรียบๆ ร้อยๆ เหมือนขุนนางตงฉินที่ยืนอยู่หน้าสุดหันมาโค้งอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยคำพูดกลั้วหัวเราะออกมา
“ต้องขออภัยที่เสียมารยาท ท่านประธานปีหนึ่งงั้นหรือขอรับ ก็ดี ดีมากเลยทีเดียว” เมื่อหัวเราะ ดวงตาเรียวแหลมของฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งหยีเล็ก “ท่านรู้จักแม่นางน้อยที่ชื่อยู่อี่หรือไม่ ช่วยตามนางออกมาทีเถอะ บอกว่าจ้าวเกาะดอกท้อของเรามีธุระใคร่ขอพบนาง”
โมโมะอึ้งไปด้วยเกินคาดคิด หนึ่งนั้นคือชื่อที่ไม่คุ้นหูอย่างจ้าวเกาะดอกท้อ และสองคือการขอพบยู่อี่ที่เพิ่งจากไปอย่างกะทันหัน หรือว่า คนพวกนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอ…
ทว่าก่อนจะได้ลงมือซักฝ่ายตรงข้าม ก็มีเสียงฟ้าผ่าดังมาจากทางข้างหลังเขาเสียก่อน
“ยู่อี่ไม่อยู่ที่นี่ นางไปแล้ว”
เมื่อเหลียวหลังไปก็พบกับภาพที่คาดคิด ท่านผู้อำนวยการยืดตัวตรงตระหง่าน มือทั้งสองสอดเข้าไปในแขนเสื้อ ดูหนักแน่นราวหินผาเช่นเคย
ทว่าแม้จะเจอกับปฎิเสธอย่างไร้เยื่อไย อีกฝ่ายก็ดูจะไม่หวั่นไหว ขุนนางตงฉินก้มหัวประหลกๆ พลางส่งเสียงหัวเราะอีกครั้ง
“อย่าได้ล้อเล่นเลย ท่านเอดะจิม่า” ดวงตาดำสนิทราวอสรพิษเป็นประกายวาววับ “พวกเราจับตาดูโรงเรียนของท่านตั้งแต่เมื่อวาน แม้แต่หนูตัวเดียวก็ไม่ได้ปล่อยให้หลุดสายตา นางไม่ได้ก้าวเท้าออกจากรั้วโรงเรียนนี้แม้แต่ก้าวเดียว”
“งั้นพวกเจ้าก็มองพลาดแล้ว” ผอ.ตัดบทง่ายๆ แลดูไม่ได้สะทกสะท้านกับการที่โรงเรียนถูก “จับตามอง” แต่อย่างใด “ข้าส่งยู่อี่กลับประเทศจีนไปแล้ว อยากเจอนางก็ไปตามหาเอาเองก็แล้วกัน”
คราวนี้รอยยิ้มเหือดหายไปจากใบหน้า มีแต่ดวงตาคมปลาบราวมีดจ้องสวนกลับมา
“ข้าได้ยินมาว่าแม่นางยู่อี่เป็นสตรีที่มีจิตใจเมตตา” มันดึงวัตถุบางอย่างออกมาจากอกเสื้อช้าๆ “นางคงไม่ใจดำพอจะทอดทิ้งบิดาบุญธรรมของตนหรอกกระมัง”
เมื่อมือพ้นอกเสื้อ ทุกคนที่นั่นก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นว่านั่นเป็นเศษผ้าเปื้อนโลหิตแห้งกรังจนเป็นสีน้ำตาล ส่งกลิ่นคาวหะเหียน แต่อะไรไม่ร้ายเท่าที่ลวดลายบนผ้านั้นคุ้นตายิ่งนัก… ผ้าคาดศีรษะของหวังต้าเล้ง!
ดาเตะจ้องผ้าผืนนั้นเขม็ง จริงอยู่ที่ผ้าเพียงผืนเดียวไม่อาจพิสูจน์อะไรได้ แต่เมื่อรวมเข้ากับกรณีเหยี่ยวส่งสารเมื่อวาน จังหวะมันก็พอดีเกินกว่าจะเรียกว่าความบังเอิญ วูบหนึ่งก่อนเหตุผลจะทันได้ครอบงำ เขารู้สึกว่าโชคดีเหลือเกิน ที่แม่เด็กติดลุงไม่อยู่ตรงนี้ ไม่งั้นเธอคงถลาเข้าไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง กระโจนเข้าวงตะครุบของอีกฝ่ายไปอย่างง่ายดาย แต่แล้วพุทธิปัญญาก็สว่างวาบ เขาหันขวับไปมองผอก.ซึ่งยังคงปักหลักเจรจาไม่ยอมถอย
“ถ้านางยังอยู่นางก็คงไม่ยอมอยู่เฉย…ทั้งเรื่องของหวังต้าเล้ง แล้วก็เรื่องที่พวกเจ้ามาหยามโรงเรียนนี้ถึงประตูด้วย” ผอ.ลากเสียงยาว ดวงตาเริ่มเป็นประกายวาวโรจน์
“น่าเสียดายที่นางไม่อยู่ แล้วหวังต้าเล้งก็ไม่ใช่พ่อบุญธรรมของข้า จะจับเขามาเป็นตัวประกันก็ไร้ประโยชน์”
…ยังเป็นตาแก่เจ้าเล่ห์เคี้ยวไม่ลงเหมือนเดิมนะ !
ดาเตะเหยียดยิ้มก่อนจะปลีกตัวออกมาจากวง เมื่ออ่านเกมออกหมดแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องอยู่ตรงนี้อีกต่อไป ในเมื่อมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่านั้นให้ทำ…
เมื่อระวังว่าไม่มีใครตามมาแล้ว ชายหนุ่มก็ก้าวยาวๆ ไปทางด้านหลังของโรงเรียน พลางนึกประเมินระยะก้าวเทียบกับแบบพิมพ์เขียวที่เคยเห็น
คำพูดที่ผอ.สรรเสริญเขาไว้ลับหลังว่า “อัจฉริยะในรอบสามร้อยปีของโรงเรียนลูกผู้ชาย” นั้นไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ดาเตะกลืนกินสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่โรงเรียนนี้ป้อนให้อย่างหิวโหย ก่อนจะคายมันออกมาในรูปแบบที่สมบูรณ์กว่าเดิม แต่แค่นั้นก็ยังไม่สาสมใจเขาหรอก ไม่เลย… เขาใช้เวลายามค่ำคืนลอบรื้อตำรับตำราจนสิ้นห้องหนังสือ แล้วก็พบกับแบบแปลนของโรงเรียนลูกผู้ชายแห่งนี้เข้าโดยบังเอิญ เมื่อแรกเขาก็มองผ่านๆ อย่างไม่สนใจแต่ก็ต้องทึ่งเมื่อเห็นโครงสร้างที่ซับซ้อนราวกับปราสาทนินจา จนอดจะลอกแบบเก็บไว้ไม่ได้
…ไม่นึกเลยว่าจะมามีประโยชน์ในลักษณะนี้…
เขาประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดในใจอีกครั้ง ถ้าสิ่งที่เจ้าพวกนั้นพูดเป็นความจริง (ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหก) ยู่อี่ก็จะต้องยังอยู่โรงเรียนแห่งนี้ ดูจากการหายไปอย่างกะทันหันและท่าทีของผอก.แล้ว ก็เป็นไปได้สูงว่าเธอจะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวอยู่ที่ไหนซักแห่ง และเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น ก็คงมีความเกี่ยวพันกับพวกเกาะดอกท้อที่ปรากฎตัวขึ้นไม่ผิดแน่
จะอย่างไรก็ดี ถ้าจะขังลืมใครซักคนแล้ว ในที่นี้ก็มีสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดเพียงแห่งเดียว
คุกลับใต้ดิน!
ฝีเท้าของเขาหยุดลงพร้อมกับความคิด ทางตะวันตกสี่ร้อยก้าว ก็น่าจะตรงนี้ล่ะนะ…
โชคดีที่แรงสะเทือนนั้นรุนแรงจนผืนดินปริแตกร้าวมาถึงหลังโรงเรียน บริเวณใต้เท้า
เงียบไป นาน..จนเขาตีความเอาว่าความเงียบนี้คือการยอมรับโดยปริยาย ก็พอดีด้านล่างส่งเสียงขึ้น
“ดาเตะซัง ถอยไปหน่อยค่ะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ใจหนึ่งก็คิดว่านั่นคือการระบายอารมณ์ของเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่น้ำเสียงสงบแบบแปลกๆ นี่สิชวนให้สังหรณ์ใจแปลกๆ จนอดถามกลับไปไม่ได้
“หืมม์ อะไร พอตอบไม่ถูกใจก็ออกปากไล่กันเลยเรอะ”
“เปล่าค่ะ ดาเตะซังนั่งอยู่ตรงนั้นมันอันตราย”
“อันตราย..?”
“ค่ะ เดี๋ยวฉันจะระเบิดทางออกนี้ ถ้าให้ดีหลบไปไกลๆ ดีกว่านะคะ”
“ระเบิด !?” คราวนี้เขาลุกพรวด จ้องเขม็งลงไปในหลุม ดวงตาแวววาวราวกับแมวจ้องกลับมาในความมืด
“ตอนท่านผอ.จับฉันมาขังที่นี่ ท่านกรุณาเอาตู้ยาของฉันมาให้ด้วย คงจะเผื่อไว้ให้ดูแลเก็งหยู” พูดถึงตรงนี้ เจ้าตัวก็หยุดถอนใจเล็กน้อย
“แต่ที่ท่านไม่รู้ก็คือนอกจากสมุนไพรแล้วฉันยังมีตัวยาอื่นๆ เก็บเผื่อไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย อย่างเช่นดินปืนนี่…”
ดาเตะเริ่มเสียใจที่ไม่ได้พกปทานุกรมเดินได้อย่างรายเด็นมาด้วย เผื่อจะได้เอาไว้ถามว่าการแพทย์จีนที่ลึกล้ำตำรับไหนจึงได้มีดินปืนไว้เป็นยารักษา ในขณะที่คนในความมืดใต้ดินยังพูดไปเรื่อยๆ น้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์
“แต่กำแพงใต้ดินหนาหนักขนาดนี้ขืนใช้ระเบิดก็คงมีแต่จะโดนถล่ม โชคดีที่แผ่นดินไหวสะเทือนจนช่องดินปริแตกมาถึงนี่ ถ้ามีช่องว่างแบบนี้ฉันก็คิดว่าคงพอจะพอหาทางออกไปเองได้ กำลังเตรียมตัวอยู่ ดาเตะซังก็โผล่ออกมาพอดี ตอนแรกก็ดีใจคิดว่าคงไม่ต้องเสี่ยงแล้ว แต่ถ้าไม่ช่วยก็ถอยไปห่างๆ เถอะค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงคนพูด เขาก็ได้ยินเสียงแหลมๆ ของก้อนโลหะกระทบกัน
“เฮ้ย อย่าทำบ้าๆ น่า !” เขาตวาดใส่หลุมใต้ดินเมื่อเห็นประกายไฟแปลบปลาบในความมืด “พลาดขึ้นมาเดี๋ยวก็ได้ตายกันหมด”
“ถ้าพลาด คนที่ตายก็มีแต่ฉันกับเก็งหยูนั่นแหละค่ะ” อีกฝ่ายตัดบทอย่างเยือกเย็น “ไฟติดแล้วนะคะ อีกประมาณห้าวินาทีมันจะระเบิด รีบหลบไปเร็วๆ เถอะค่ะ”
ดาเตะกัดฟันกรอด แต่เมื่อเห็นลูกไฟแล่นเป็นสายตามที่อีกฝ่ายว่า เขาก็ตัดสินใจโจนเต็มฝีเท้า ทว่าทันทีที่หันหลังก็เกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับที่พื้นใต้เท้ายุบตัววูบ จนเขาต้องส่งแรงถีบตัวเองพุ่งหลาวสุดแรงเกิด
ยัยตัวแสบ ไหนบอกว่าห้าวินาที..!
ท่านรองฯ ของเด็กปีหนึ่งกลิ้งไปกับพื้นก่อนจะฟุบอยู่เป็นครู่ เมื่อยันตัวขึ้นจึงเห็นว่ารอยหน้าดินปริแตกแคบๆ นั้นบัดนี้กลายสภาพเป็นอ้ากว้างดุจดั่งหลุมอุกาบาต เขาสาวเท้าสวบๆ ไปยังปากหลุมโดยไม่ลังเล ความโกรธคับอกแทบระเบิด
คนอย่างเขามีศักดิ์ศรีเป็นถึงอดีตประธานโคกักคุเร็นโก เป็นผู้นำของสามมารหมัด เท่านี้ก็พอจะทำให้คนตัวสั่นด้วยความครั่นคร้าม ไม่ใช่คนที่จะถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ลูบคมได้
ในหลุมนั้นยังคงสลัวด้วยเงาและอากาศที่อึดทึบ แต่ยังพอมองเห็นรูปเค้าของคนที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมมืดลางๆ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเองก็รู้สึกถึงการมาของเขา จึงยืดตัวขึ้นนิดหนึ่ง
…ปลอดภัยดีสินะ… ชายหนุ่มโล่งใจวูบ ทว่าความโกรธก็ตามมาติดๆ เขาชะโงกตัวเข้าไปฉวยข้อมือเล็กไว้แน่น แล้วออกแรงกระชากจนอีกฝ่ายปลิวหวือติดมือขึ้นมาล้มแผละอยู่บนเนินดินเอาดื้อๆ
“เอ้า เป็นอะไรไปล่ะ เข่าอ่อนหรือไง” เขาอดถากถางตามนิสัยเดิมไม่ได้ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายตัวสั่นระริก ใบหน้าที่มีคราบเขม่าจับเต็มปรากฎรอยคราบน้ำตาเป็นทางจนเห็นผิวแก้มบางใส
“แค่สะดุดน่ะค่ะ” เป็นคำตอบห้วนๆ ในขณะที่เด็กสาวพยายามยันตัวขึ้ัน แม้แข้งขาจะยังสั่นแทบจะล้มพับลงไปอีกรอบก็ตาม
————————-
“แล้วยู่อี่ของท่านไปไหนเสียล่ะ ท่านเล้ง” ผอ.ถามแทนเด็กๆ ของท่าน ด้วยรู้ดีว่าแม้อยากใจจะขาด แต่ใครเล่าจะกล้าเสนอหน้าไปถามหายู่อี่จากพ่อที่หวงลูกสุดใจขาดดิ้นอย่างหวังต้าเล้ง
“ข้าส่งนางไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อีกเดี๋ยวพวกเราจะเตรียมออกเดินทางกันแล้ว” หวังต้าเล้งตอบเป็นเชิงดักคอ แต่เมื่อเห็นเจ้าพวกหนุ่มๆ ทำหน้าอกไหม้ไส้ขม ท่านก็อดเวทนาขึ้นมาไม่ได้ จะอย่างไร ท่านเองก็เคยเป็นหนุ่มเลือดร้อนมาก่อนเช่นกัน…
“เดี๋ยวนางก็ออกมา อยากเจอก็รอเอาเองก็แล้วกัน”
ไม่ทันขาดคำ บานประตูด้านหลังเฮลิคอปเตอร์ก็เลื่อนออกเสียงดังแกร็ก ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าย่ำลงบันไดมา
“ท่านลุงเจ้าคะ” เสียงใสดังขึ้นอย่างเคอะเขิน “ข้าว่าชุดนี้มันออกจะ..สะดุดตาไปหน่อย ใส่ชุดอื่นไม่ได้…”
เสียงขาดหายเอาดื้อๆ เมื่อเจ้าตัวรู้สึกว่าสายตาของคนแทบทั้งโรงเรียนจ้องมาที่ตัวเองเป็นจุดเดียวกัน
ยู่อี่งามอย่างยิ่งจริงๆ ในชุดไหมแบบจีนสีขาว ท่อนบนแนบสนิทเผยให้เห็นเรือนร่างอ้อนแอ้น ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงที่สยายยาวถึงข้อเท้า ปักเป็นรูปดอกบัวสีลดใสขลิบด้วยไหมเขียวเป็นประกายราวมรกต เส้นผมดำขลับถูกปล่อยสยายทิ้งตัวยาวลงมาถึงเอว มีเพียงปิ่นมุกอันโปรดปักประดับไว้อย่างเรียบง่าย เมื่อรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าสายตา ใบหน้านั้นจึงยิ่งแดงเปล่งปลั่งชวนมอง
เมื่อก้าวลงสิ้นขั้นบันไดแล้ว เด็กสาวจึงได้แต่ก้มศีรษะยืนนิ่ง ทั้งที่เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ร่วมกับพรรคพวกที่ร่วมเป็นตายกันมาถึงสามปี แต่คำพูดกลับจุกอยู่แค่คอ ต้องพูดอย่างไรเล่าจึงจะระบายความรู้สึกที่อัดแน่นในอกได้หมดสิ้น…
ชะรอยจะรู้สึกอย่างเดียวกัน เหล่านักเรียนผู้จบการศึกษาจึงพากันเงียบกันไปหมด บรรยากาศชักจะเริ่มหนาหนัก จนต้องมีผู้ก้าวออกมากอบกู้สถานการณ์… ท่านประธานปีสาม ไดโกอิง จากิ!
จากิก้าวออกมา ปรายตาเป็นเชิงตำหนิกลายๆ ไปยังทางเจ้าพวกอดีตเด็กปีหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าไปหยุดอยู่หน้าเด็กสาว
“เจ้าเติบโตขึ้นมากนะ ยู่อี่” ท่านประธานฯ ว่า แม้น้ำเสียงจะยังคงความน่าเกรงขาม แต่ประกายตาอ่อนแสงไปมาก ทำให้เค้าหน้าขึงขังดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง “จำไว้ล่ะว่ารุ่นพี่อย่างพวกข้าก็เปรียบเสมือนพี่แท้ๆ ของเจ้า ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนก็มาพึ่งพาได้ทุกเมื่อ”
…สมกับเป็นท่านประธานปีสาม จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประโยคนั้นของจากิได้ทำนายอนาคตของหญิงสาวเอาไว้อย่างแม่นยำยิ่งนัก…
“รุ่นพี่.. ท่านพี่จากิ” ยู่อี่เงยหน้่าขึ้นทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า “ข้า…ขอบคุณค่ะ..ขอบคุณ..จริงๆ” พูดได้แค่นั้น เธอก็โถมเข้าไปกอดจากิไว้่แน่น
หวังต้าเล้งอึ้งจนตาค้าง แต่ผอ.เอดะจิม่าก็เห็นว่ามันเป็นภาพที่น่ามองดีอยู่ไม่น้อย จึงยกกล้องโพลารอยด์รุ่นเก่าที่ห้อยคอไว้ขึ้นเล็งภาพ
ขืนปล่อยไว้แบบนี้อาจถูกจากิแย่งบททำคะแนนครั้งสุดท้ายไปจนหมด เหล่าชายหนุ่มรอบข้างจึงพากันเฮโลเข้ามะรุมมะตุ้ม จนงานจบการศึกษากลายสภาพแลดูเหมือนงานแข่งรักบี้ย่อมๆ ความซาบซึ้งเมื่อครู่เป็นอันหายวับไปกับตา
กล้องส่งเสียงแกรกกรากชั่วครู่ก่อนจะคายกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมออกมา เมื่อเขม้นมองแล้วผอ.เอดะจิมะก็ยิ้มน้อยๆ ขณะส่งมันผ่านไปให้่สหายสนิทร่วมวัย
“คิดว่าจะเอาภาพนี้ไปแบล็กเมล์จากิได้ซักเท่าไหร่” เป็นคำถามลอยๆ
หวังต้าเล้งจ้องภาพถ่ายชั่วครู่แล้วหยิบมันซุกเข้ากระเป๋าเสื้อในอกก่อนตอบ
“ข้าจะซื้อไว้เอง”
ด้วยเหตุนี้เอง นอกจากผู้เฒ่าทั้งสองแล้ว จึงไม่มีใครได้เห็นภาพของจักรพรรดิผู้น่าเกรงขามแห่งโรงเรียนลูกผู้ชายค้อมร่างอันใหญ่โตลงลูบศีรษะเด็กสาวร่างเล็ก ด้วยสีหน้าอันอ่อนโยนราวกับพี่ชายใหญ่กำลังปลอบน้องเล็กที่กำลังโยเย…
ーーーーーー
แม้ม่านน้ำตาจะบังดวงตาจนพร่ามัว แต่ยู่อี่ก็ยังมีสติพอจะได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากพุ่งเข้าหาตนและจากิ ทว่ายังไม่ทันจะทำอะไรก็รู้สึกว่ามีใครโยนเสื้อนักเรียนมาคลุมหัวเธอไว้ก่อนจะถูกคว้า่มาหนีบไว้จนแน่น พาลากผ่านการตะลุมบอนย่อยๆ ไปได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อออกห่างมาจนเสียงอื้ออึงซาลงไปมากแล้ว ผู้ที่ลากเธอออกมาจึงคลายวงแขน ปล่อยให้เธอดึงเสื้อที่คลุมหัวออก ยู่อี่ทำตายิบหยีเมื่อเจอแสงสว่างที่สาดเข้ามาโดยกะทันหัน แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ชายผู้มีแผลสักหกหน้า ท่านรองประธานปีหนึ่ง ดาเตะ โอมิโตะ
เขาเหลียวมามองเธอเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับไป ทำราวกับไม่ใช่คนช่วยเธอออกมา ราวกับเธอไม่มีความสำคัญใดๆ…
เด็กสาวพยายามลูบทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ ในใจนึกเคืองนิดหน่อยว่ามักจะเป็นเช่นนี้ทุำกที แทบทุกครั้งที่ตกที่นั่งลำบาก ดาเตะจะเป็นคนแรกที่หาเธอพบ เห็นเธอในสภาพสกปรกมอมแมมที่ไม่อยากให้ใครเห็น… แล้วยังจะมองเธอด้วยสายตาชาเย็นตั้งแต่หัวจรดเท้า นอกจากจะไม่ปลอบซักคำแล้วยังพาลถากถางซ้ำเติมอีก !
แต่ถึงอย่างนั้น…
แต่ถึงอย่างนั้น เด็กสาวก็รู้ว่าทุกครั้งหัวใจตัวเองวูบไหวเพียงไรที่ได้เห็นหน้าเขา แม้จะปากร้าย แต่ยามที่พบศัตรู เขาก็จะขยับมาข้างหน้าราวกับจะเอาตัวเองเป็นเกราะบังให้เธอเสมอ แม้จะชอบทำเหมือนไม่เห็นเธออยู่ในสายตา แต่คนที่อ่านใจเธอออกก็มักจะเป็นเขาทุกครั้ง…
ดาเตะ โอมิโตะ…
“เสื้อนี่…” ยูอี่จับเสื้อนักเรียนตัวยาวพาดบนแขนให้เรียบร้อย ก่อนจะยื่นให้อีกฝ่าย “ขอบคุณค่ะ”
ชายหนุ่มผงกศีรษะนิดหนึ่ง คว้าเสื้อจากมือเธอไปพาดไหล่เงียบๆ ทำท่าจะเดินจากไป
ยู่อี่มองตามแผ่นหลังกว้าง จู่ๆ ความรู้สึกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันและรุนแรง รุนแรงเสียจนทำให้
เธอหลุดปากออกไปก่อนจะยั้งตัวเองไว้ได้ทัน
“ขอบคุณนะคะ สำหรับมุกน้ำตามังกร”
คราวนี้อีกฝ่ายชะงักกึก ก่อนจะเหลียวกลับมา ดวงตาฉายแววฉงน
“เธอรู้ ?”
“ท่านลุงหวังเป็นคนบอกน่ะค่ะ” ยู่อี่ยิ้มบางๆ
“ท่านลุงเองก็เดินทางไปหมู่บ้านลี่หยาง แล้วก็ได้ทราบว่าการประลองที่ท่านตั้งใจจะเข้าร่วมสังเกตุการณ์โดนเจ้าหนุ่มที่มีรอยแผลสักหกหน้าโผล่มาอาละวาดจนราบคาบ ไม่เหลียวแลรางวัลชนะเลิศที่เป็นสมบัติล้ำค่า แต่กลับคว้าเอาของเล็กๆ อย่างมุกน้ำตามังกรชิ้นเดียวหายไป”
ชายหนุ่มเผลอยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ก่อนตัดบทห้วน
“ข้าก็แค่หาเรื่องยืดเส้นยืดสาย มุกมังกรของเจ้ามันแค่ของแถม”
“ข้าทราบค่ะ” เด็กสาวยิ้ม แต่ไม่รู้อย่างไร รอยยิ้มในครั้งนี้จึงดูเศร้าบาดใจคนมองนัก เธอเอื้อมมือไปปลดปิ่นออกจากศีรษะ ทิ้งให้เส้นผมดำขลับยาวสยายตัวลงมา กลิ่นหอมอ่อนๆ แล่นมาแตะจมูกวูบหนึ่ง
เธอกำปิ่นมุกไว้ในมือขาวผ่อง ยื่นส่งให้ดาเตะ ก่อนพูดสั้นๆ
“ข้าขอคืนให้ท่านค่ะ”
ดาเตะมองหน้าหญิงสาวนิ่ง มือที่กำหอกอยู่แน่นจนเกร็ง
“ข้าให้ของใครแล้วไม่เคยเอาคืน” เป็นคำตอบห้วน “ถ้าเจ้าไม่ต้องการก็ทิ้งไป”
ยู่อี่ถอนหายใจ ราวกับคาดอยู่แล้วว่าเขาจะต้องแสดงปฎิกริยาเช่นนี้
“ดาเตะซัง ฟังข้าซักนิดได้ไหมคะ ข้าไม่เคยได้บอกท่านเลยว่าทำไมมุกมังกรถึงเป็นของสำคัญในตระกูลเรา” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ใบหน้าเป็นสีเข้มขึ้นนิดหนึ่ง
“มันเป็นของหมั้น… ที่บิดาข้ามอบให้ท่านแม่น่ะค่ะ”
คราวนี้ดาเตะเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งบ้าง ..มิน่าเล่า ตอนนั้นหวังต้าเล้งถึงได้เหล่เขาแทบตาหลุด…
“มันเป็นเรื่องภายในตระกูลน่ะค่ะ ท่านไม่ต้องคิดมากอะไร จริงๆ นะคะ” ยู่อี่รีบร้องห้ามเป็นพัลวันเมื่อเห็นท่าทีของเขา ก่อนจะก้มหน้าลงพูดต่อ
“ความจริงแล้ว ข้าจะรับสิ่งนี้ได้…จากผู้ที่เป็นสามีในอนาคตเท่านั้น” เด็กสาวรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวราวจะลุกเป็นไฟ เธอได้แต่สะกดกลั้นใจตัวเองให้พูดต่อจนจบ
“ถึงรู้ว่าท่านไม่ได้คิดอะไร… แต่..ข้าก็ดีใจ..ดีใจจริงๆ” คำพูดยิ่งมายิ่งช้า “ข้าคิดมาตลอดว่าต้องคืนให้ท่าน ต้องอธิบายให้ท่านเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ทำ… ข้าเอาเปรียบท่าน ขอโทษนะคะ… ข้าขอโทษ”
ก้อนหนักๆ จุกที่คอจนสิ้นปัญญาจะพูดต่อ เธอได้แต่ยัดเยียดปิ่นมุกลงในมือคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ก่อนจะหันหลังวิ่งออกมา …จะอย่างไรก็ไม่อยากเขาเห็นน้ำตา ถ้าทำได้ ก็อยากจากกันด้วยรอยยิ้ม…
ทว่าไปได้ไม่กี่ก้าว ยู่อี่ก็รู้สึกเท้าถูกตวัดวูบ ฟ้าดินพลิกหมุนจนตาลาย พริบตาเดียวยู่อี่ก็ตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่งที่รัดเอวเธอแน่นอย่างไม่มีช่ิองให้ดิ้น เนื่องจากถูกคว้ามากอดทั้งที่ยังหันหลังให้ เธอจึงไม่มีสิทธิจะเห็นหน้าเขาได้เลย
“ดาเตะซัง” ยู่อี่ร้องลั่น ทั้งโกรธทั้งอาย “ปล่อยข้านะ”
“ไม่ปล่อย” เป็นคำตอบเจือเสียงหัวเราะของอีกฝ่าย ยู่อี่นึกอยากหันขวับไปมองหน้าเขา ติดที่ศีรษะถูกคางแข็งๆ ของอีกฝ่ายกดเสียจนเงยไม่ขึ้น
“ไม่ปล่อยจนกว่าเจ้าจะรับมุกมังกรของข้ากลับไป”
“…?”
ดาเตะเงียบไป หากไล้นิ้วเล่นไปตามเส้นผมดำเป็นมันก่อนจะกลัดปิ่นมุกกลับคืนลงไปแทนคำตอบ
“เจ้ารับมุกมังกรข้าไปเป็นของหมั้น ก็ถูกแล้วนี่ คืนมาทำไม”
“แต่ท่านไม่ได้คิดอะไรกับข้า…” คนในอ้อมแขนตัดพ้อเสียงสั่น น้ำตาพาลจะร่วงเผาะอีกรอบ
“ข้าเคยบอกหรือว่าไม่ได้คิดอะไรกับเจ้า”
“ก็…ก็…” เด็กสาวตะกุกตะกัก “ก็ท่านไม่เคยพูดดีๆ ทำใจดีกับข้าบ้างเลยนี่”
“ฟังข้านะ ยายเด็กโง่” เสียงถอนหายใจดังเฮือกดังขึ้นที่ข้างหู “ลูกผู้ชายจะเสี่ยงชีวิตก็ด้วยเหตุผลเดียวคือเพื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดของตน แล้วเจ้าคิดว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนี่ข้าเอาคอไปเสี่ยงคมดาบเพื่อใครกันหา”
คราวนี้หญิงสาวเงียบไปไม่ตอบ แต่ดาเตะรับรู้ได้ว่าร่างน้อยในอ้อมกอดค่อยคลายอาการแข็งขืนไปทีละน้อยจนยอมอิงร่างแนบอกเขาในที่สุด ชายหนุ่มจึงก้มศีรษะลงสูดกลิ่นผมหอมให้สมอยาก แม้จะรู้สึกได้ว่าร่างยู่อี่สั่นระริกทุกสัมผัส แต่เมื่อได้ร่างสตรีในดวงใจที่ทั้งหอมทั้งนุ่มมาอยู่ในอ้อมกอด ก็ยากจะห้ามเลือดหนุ่มที่ร้อนแรงไม่ให้เดือดพล่าน
Ano hana โรงเรียนลูกผู้ชาย แฟนฟิค (2)
June 28, 2011 at 3:50 am (Uncategorized)
เด็กสาวละมือออกเมื่อผมยาวดำสนิทเป็นมันถูกมัดรวบเป็นเปียยาว ทิ้งตัวไหลเรื่อยจากบ่าขวาไล่มาถึงเอว ดวงตากลมโตดำสนิทหรุบต่ำมองเห็นแผงขนตายาวทาบทับผิวขาวสะอาด ริมฝีปากบางหยักได้รูปเผยอยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังอยู่ในภวังค์ คงไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก็คือเสียงกระดิ่งลมที่แกว่งไกวไปมา ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งอยู่ท่ามกลางสายลมฤดูร้อน
ยู่อี่นั่งนิ่งฟังเสียงกระดิ่งลมนั้นอยู่อีกซักพักก่อนจะถอนใจน้อยๆ อย่างพึงใจ ความรู้สึกที่ว่าได้อยู่เพียงลำพังผุดขึ้นมาเป็นหนแรกยามได้ยินเสียงกระดิ่งนี้แว่วมานี่เอง
ปกติยามเช้าที่นี่อึกทึกนัก ตั้งแต่เสียงนักเรียนยามวิ่งรอบโรงเรียนตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า พลอยดึงเธอให้ตื่นเพื่อมาช่วยดูงานในห้องครัว กลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ๆ กับมิโซะชิรุหอมอวลไปทั่วห้องครัวไม่เท่าไหร่ คนก็คว้าถาดทยอยกันมารับอาหารอย่างรวดเร็ว เสียงพูดคุย ทักทาย จ๊อกแจ๊กจอแจดังลั่น ตัวเธอเองก็วิ่งหัวหมุนอยู่ในครัว จนกระทั่งเสียงกระดิ่งเข้าห้องเรียนดังนั่นแหละ ทั้งโรงเรียนจึงค่อยอยู่ในความสงบ เธอเองก็เข้าประจำที่ที่ห้องพยาบาล จัดระเบียบสมุนไพรบ้าง ตรวจดูตัวยาที่ทำไว้บ้าง แต่ก็นั่นแหละ ไม่นานนักก็จะมีคนแวะมาชวนคุยบ้าง หนีเรียนมานอนบ้าง (ดาเตะซัง หนีมานอนทุกวันแบบนี้ระวังเรียนไม่ทันนะคะ หอนอนไม่สบายเหรอ ?) ช่วงบ่ายบางทีท่านผอ.ก็ให้เธอทำข้าวปั้นขึ้นไปเป็นของว่าง (ว่าแต่ไอ้ข้าวปั้นยักษ์สามก้อนนั่นเรียกว่าของว่างเหรอคะ…) หรือไม่ก็จะมีทั้งครูทั้งนักเรียนแวะมาจิบน้ำชาชวนคุยเรื่องโน้นนี้อยู่เรื่อยๆ จนต้องทำขนมรอท่าไว้เกือบทุกวัน ไม่มีเวลาจะเหงาเอาเลย
ไม่ใช่ว่าลำบากใจตรงไหนหรอกนะ เธอชอบครอบครัวใหม่อันแสนครึกครื้นนี้จริงๆ ทว่านานๆ ที…นานๆ ทีหรอกนะ เธอก็อดก็นึกโหยหาความสงบสุขเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเช้านี้มีประกาศให้นักเรียนปีหนึ่งออกร่วมทัศนาจรกะทันหันถึงสามวัน แม้จะนึกเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ตามไป (หนูอย่าไปเลยลูก มันอันตรายมาก by อาจารย์หนวด …ว่าแต่ ไปที่อันตรายแบบนั้น ไม่เอาหน่วยพยาบาลไปด้วยจะดีเหรอคะ ยู่อี่กระพริบตาปริบๆ) เธอก็นึกดีใจที่จะได้มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง
้
ว่าแต่ จะทำอะไรก่อนดีนะ นั่งดื่มด่ำกับความสงบแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่งานมากมายที่ตั้งใจจะจัดการให้เรียบร้อยก็จะพลอยค้างคาไปด้วยนี่สิ…แดดดีแบบนี้น่าจะเอาสมุนไพรไปตากแดดให้แห้งเหมือนกัน…
เด็กสาวตัดใจลุกขึ้นยืน บิดเนื้อตัวให้พ้นจากความเมื่อยขบ อ้าปากหาวยาวๆ อันเป็นกิริยาที่ไม่อาจทำได้เลยต่อหน้าลุงหวัง ก่อนจะเลือกหยิบสมุนไพร 3-4 ชนิด ออกมาจากลิ้นชัก จัดการเทลงไปลงบนกระด้งตาถี่ นำผ้าขาวบางหุ้มปิดอย่างมิดชิด ทำเรียงกันจนได้ 3-4 แผ่นแล้วจึงจับซ้อนเรียงกันอุ้มออกไปข้างนอกระเบียง คะเนหาที่เหมาะๆ บนหลังคาแล้วจัดวางเรียงกันให้เรียบร้อย
เอาล่ะ ต่อไปก็ทดลองตัวยาใหม่ที่ได้มา…
ทว่าก่อนที่เด็กสาวจะทำการหักหาญกับตัวเองได้เป็นผลสำเร็จ ก็มีของมาทำให้เธอตบะแตกไปเสียก่อน
สีเหลืองจ้าที่แวบเข้ามาในหางตา ทำให้เธอหันขวับเหมือนถูกดึงตามไปทันที เด็กสาวหางเปียยาวชะโงกตัวออกไปนอกระเบียง พยายามจะเขม้นมองวัตถุสีเหลืองจ้าที่อยู่ไกลออกไปให้ชัดที่สุด เจ้าสิ่งนั้นเป็นเถาไม้เลื้อยที่รัดเกี่ยวอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ดอกทรงระฆังคว่ำสีเหลืองเบ่งบานเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิง นั่นมัน…
ดอกระฆังทอง !
เด็กสาวหัวใจพองโตทันที ไม่ใช่ความยินดีแบบที่สาวรุ่นพึงใจในความงามของปุบผา แต่เพราะสิ่งเดียวกับที่เธอเห็นในผองเพื่อนคนสำคัญของเธอ นั่นก็คือเนื้อใน
มีไม่กี่คนนักที่จะทราบว่าพรรณไม้หายากนี้ ดอกของมันหากนำมาบดแล้วจะมีฤทธิ์ช่วยในการสมานแผลเป็นอย่างดี เมล็ดแม้ขมจัดแต่หากนำมาชงดื่มก็ฤทธิ์ช่วยแก้อาการช้ำใน ตัวยาที่มีสรรพคุณสองอย่างนี้ตั้งแต่ยู่อี่เข้ามาประจำอยู่ในโรงเรียน มันก็พร่องไปอย่างรวดเร็วเสียจนเธอกลุ้มใจ ครั้นจะสั่งมาตุนไว้บ่อยๆ งบประมาณโรงเรียนก็ไม่เอื้ออำนวยเอาเลย แต่ก็นั่นแหละ… นึกภาพผองเพื่อนที่กำลังจะสะบักสะบอมกลับมาแล้ว ก็อดเป็นห่วงเสียไม่ได้จริงๆ
ยู่อี่นึกแปลกใจกับความรู้สึกอย่างนี้ไม่น้อย เมื่อก่อนนั้นเธอก็แค่ชอบวิชาการแพทย์และสมุนไพรเพราะความอยากรู้อยากเห็น รวมถึงเธอยิ่งแตกฉานแล้วลุงหวังก็ยิ่งพอใจ แต่ความรู้สึกที่ว่า “อยากเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ” นั้นเธอเพิ่งเคยรู้สึกถึงมันเป็นครั้งแรก…กระมัง…
อย่างไรก็ดี เจ้าระฆังทองที่ว่านั้น แม้จะอยู่ในเขตโรงเรียน มันก็อยู่เบื้องหลังรั้วสูงชัน เป็นเขตแดนที่เธอไม่เคยเอื้อมไป …และที่สำคัญ ก็ถูกบอกไว้ว่าหากไม่จำเป็นก็อย่าเข้าไปเสียด้่วย…
แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้มันจำเป็นจริงๆ นี่นา ถ้ามีครูบาหรืออาจารย์อยู่รอบตัวเธอซักคนหนึ่ง ยู่อี่ก็คงไม่ลังเลที่จะถลาไปขอความช่วยเหลือ แต่จนใจที่ว่าใครไม่ไปออกรอบ ก็รีบฉวยโอกาสนี้กลับบ้านไปหาครอบครัวกันเสียทุกคน ทิ้งให้เธอไม่เหลือทางเลือกอื่น
…นอกจากปีนข้ามรั้วสูงนั่นไปเด็ดเอาเอง…
ด้วยเหตุนี้ ในอีกชั่วอึดใจหนึ่งต่อมา เด็กสาวก็ไปปีนป่ายอยู่บนต้นไม้สูงชันน่าหวาดเสียว ร่างบางปราดไปอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะไปถึงเถาดอกระฆังทองในเวลาอันรวดเร็ว เธอกระตุกผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่มัดไว้รอบเอวออก ปล่อยให้ชายเสื้อตัวยาวที่สวมอยู่คลายตัวไหลเรื่อยลงมาเกือบถึงเข่า ก่อนจะจับมันม้วนเป็นห่อผ้า ปลิดดอกระฆังทองใส่อย่างเบามือ ไม่นานนักเปลวเพลิงสีเหลืองสดก็มาเบ่งบานอยู่ในห่อผ้าที่เจ้าของค่อยๆ ขมวดอย่างระวังยิ่ง ทว่าก่อนที่ปมสุดท้ายจะถูกดึงให้กระชับเข้า ไม้ใหญ่ทั้งต้นก็สะเทือนอย่างรุนแรงราวจะโค่น ร่างบางที่มัวแต่เพ่งสมาธิจนลืมตัวถูกแรงกระแทกเหวี่ยงจนเสียหลักร่วงวูบจากกิ่งไม้ที่ทรงตัวอยู่
ยู่อี่ใจหายวาบ รีบตั้งสติกลับตัวกลางอากาศ ทว่าโชคไม่เป็นใจ ขณะเท้าหยั่งกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำลงมาพอจะตั้งตัวติด กิ่งไม้เจ้ากรรมก็กลับดีดกลับมาเกี่ยวเอาห่อผ้าแสนสำคัญหลุดมือไป ชายผ้าที่ผูกไว้หลวมๆ คลายออก ดอกระฆังสีทองทำท่าจะร่วงออกมา เด็กสาวเห็นดังนั้นก็ใจหายวาบ รีบดีดตัวไปคว้ามันมากอดไว้แนบอก แต่ท่าร่างก็เสียไปอย่างพลิกกลับไม่ได้ เธอได้แต่ปล่อยตัวเองร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก กิ่งไม้เล็กๆ ขีดข่วนจนเจ็บแปลบขณะร่วงกราวรูดลงมา แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านแมกไม้หนาแน่นนั้นเจิดจ้าจนต้องหรี่ตาขณะภาวนาว่าอย่าให้ขอให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหัก
ทว่าก่อนร่างจะกระแทกพื้น ยู่อี่ก็รู้สึกมีอะไรบางอย่างคว้าจับคอเสื้อด้านหลังก่อนกระชากขึ้นอย่างแรงจนแทบกัดลิ้น ก่อนร่างจะถูกเหวี่ยงหวือออกไปกระแทกพื้นจนตัวกระดอนก่อนจะกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น
ยู่อี่ขดตัวงอ รู้ดีว่าเมื่อความจุกเสียดคลาย สิ่งที่จะตามมาอย่างรวดเร็วคือความรวดร้าวไปทั้งตัว แต่ถึงกระนั้น…
เธอผงกหัวก้มลงมองห่อผ้าที่ประคองไว้ในอ้อมกอด กลีบสีเหลืองบอบบางของระฆังทองยังสดใสไม่มีรอยช้ำ ทำให้เด็กสาวเผยรอยยิ้มอย่างไร้เรี่ยวแรงก่อนจะฟุบลงไป เหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะสนใจความกระด้างของดินระแหงที่เสียดแทงผิวแก้มอ่อนบาง ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่มุ่งเข้ามากับเงาดำที่ทาบทับไปบนร่างดึงให้เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนสายตาจะสบเข้ากับชายร่างใหญ่ยืนตระหง่านค้ำหัว ส่งสายตาเย็นเยียบลงมา เขาคนนั้นมีผมสีเงินยวงทั้งศีรษะ หน้าผากกว้าง โหนกแก้มสูงทำให้ดูหน้าตอบขัดกับบ่ากว้่างผึ่งผาย ริมฝีปากขบตึง ชุดไร้แขนเสื้อเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำ ด้านหลังสะพายดาบขนาดมหึมา
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด…
กระดุมซากุระตราเลขสอง!
ยู่อี่ใจสะดุ้งวาบ ขืนตัวลุกขึ้นยืนตรงทันทีแม้ความปวดจะแล่นแปล๊บไปทั่วร่างทันทีที่กระดิกตัว แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับ “รุ่นพี่” ในโรงเรียนนี้ แต่เธอได้ยินกิติศัพท์มานักต่อนักแล้วว่ารุ่นพี่ที่นี่เข้มงวดแค่ไหน ตอนนี้เธอไม่นึกสงสัยแล้วว่าอยู่ดีๆ ต้นไม้ใหญ่สะเทือนได้อย่างไร ก็จะอะไรเสียอีกนอกจากรุ่นพี่มาเห็นเธอกำลังนั่งเด็ดดอกไม้ในที่ของเขาอย่างเพลิดเพลิน… คิดถึงตรงนี้ยู่อี่ก็ถึงกับหน้าร้อนผ่าวราวถูกไฟเผา
“เจ้าเองสินะ เด็กของหวังต้าเล้งที่ผอ.อนุมัติให้รับเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ” แม้ถ้อยคำของอีกฝ่ายจะมีนัยของการบอกเล่ามากกว่าเป็นคำถาม เธอก็ตัดสินใจตอบรับออกไป
“ค่ะ”
“ตอนแรกก็ฝรั่งตาน้ำข้าว ตอนนี้ก็ผู้หญิง ตาแก่เอดะจิม่าคิดจะเปิดสวนสัตว์หรือไงกัน” เป็นเสียงถอนใจดังๆ
“เจ้าพวกเด็กปีหนึ่งมันคงเอาใจเธอน่าดูสิท่า ถึงขนาดได้ใจกำเริบเหยียบมาถึงแดนรุ่นพี่”
เด็กสาวผมเปียร้อนผ่าวลงมาถึงคอ เธอไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะไม่เข้าใจนัยของคำว่า “เอาอกเอาใจ” ที่อีกฝ่ายเน้นเสียง
“ชักจะหละหลวมกันไปใหญ่ ต่อไปคงต้องมีอบรมยกรุ่น”
คราวนี้ยู่อี่ใจหายวาบ คดีนองเลือดสองสองหกในประวัติศาสตร์ครั้งนั้นยังมีบันทึกอยู่ใน “หนังสือประวัติศาสตร์โรงเรียนลูกผู้ชาย” ที่วางอยู่ที่หัวนอนของเธอ
“รุ่นพี่คะ” เธอขัด “ข้าขอโทษที่ล่วงล้ำเข้ามาโดยพลการ ลงโทษข้าตามที่ท่านเห็นสมควรเถอะค่ะ เพื่อนข้าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ อย่าได้ตำหนิเขาเลย”
“ปากดี” สิ้นเสียงตวาด ยู่อี่ก็ได้ยินเสียงลมแหวกอากาศ โลหะแข็งๆ จะฟาดเข้าเต็มแรงที่ข้อเท้าด้านหลัง ความเจ็บปวดแล่นแปร๊บจับขั้วหัวใจจนเกินกว่าจะยั้งตัวไว้ เธอล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างหมดท่า …สงสัยว่ากระดูกจะร้าว… เด็กสาวคิดขณะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น รสเค็มปร่าของเหล็กกระจายเต็มปาก คงเผลอกัดลิ้นเข้าตอนโดนฟาด..
“อ้อ ยังอุตส่าห์ลุกขึ้นมาโดนอีกรอบหรือ”
“เรื่องในครั้งนี้ข้าเป็นคนผิด ก็ต้องรับโทษไปตามจริง” ยู่อี่ตอบเรียบๆ ทำเป็นไม่ได้ยินความเย้ยหยันที่เจือในกระแสเสียง
“ขออย่างเดียว อย่าได้พาดพิงไปถึงเพื่อนข้าเลยค่ะ พวกเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยจริงๆ”
“เรื่องนั้นข้าจะเป็นคนตัดสินใจเอง” เป็นเสียงตอบกลับอย่างเย็นชา ก่อนจะสัมผัสได้เสียงแหวกอากาศที่ข้างแก้ม ยู่อี่หลับตาปี๋กัดฟันแน่นเตรียมรับกำปั้นเหล็กที่จะตามมาติดๆ ทว่ากำปั้นนั้นก็หยุดกึกลงก่อนจะสัมผัสผิวแก้มบวมเป่งเพียงนิ้วเดียว
“ก่อนอื่น…บอกข้ามาซิว่าเจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม”
คราวนี้เด็กสาวลืมตาขึ้น มองหน้าอีกฝ่ายอย่างฉงน …เรื่องลุล่วงมาถึงขั้นตอนของการลงทัณฑ์แล้ว ไยต้องกลับมาสู่ขั้นตอนของการไต่สวนอีกเล่า แต่ก็เอาเถอะ…
ยู่อี่เล่าเรื่องดอกระฆังทองและสรรพคุณของมันอย่างรวบรัดที่สุดเท่าที่ริมฝีปากแตกและเลือดเต็มปากจะอำนวย
*********************
อย่างไรก็ดี เมื่อละสายตามามองกองดอกไม้สีเหลืองแย้มกลีบอยู่ในห่อผ้าสีสดใสที่ปลายเท้า แล้วใจก็อดวาบไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้
เขาก้าวหนีอากาศอ้าวจัดภายมาสูบบุหรี่ภายนอก ทว่าก่อนจะได้หยิบมวนมะเร็งขึ้นมาสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ ไต่เดียะๆ อย่างปราดเปรียว
“ท่านประธาน” เสียงของมาดาระ รองประธานปีสองดังขึ้น “หายไปนาน มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขานึกในใจ คนอย่างประธานอาคาอิชิหรือจะเกิดอะไรได้ เจ้าพวกเด็กปีหนึ่งตัวแสบก็ไม่มีใครอยู่ แต่ก็นะ…สังหรณ์ใจแปลกๆ ชอบกล…
“เปล่า” เป็นคำตอบก่อนจะหันกลัีบมา มาดากระแทบไม่อยากเชื่อสายตา ริมฝีปากที่ขบแน่นอย่างขมึงเครียดอยู่เสมอของท่านประธาน บัดนี้กลับคลี่ออกเป็นรอยยิ้มบางๆ
“แค่ออกมาเก็บดอกไม้”
เขาอ้าปากค้าง ในใจนึกแช่งด่าใครหน้าไหนที่บังอาจเอามุขตลกเก่าล้านปีมาใส่หัวท่านประธาน ขณะสายตาพลันเหลือบไปเห็นห่อผ้าเล็กๆ โอบอุ้่มดอกไม้สีเหลืองสดใสอยู่ในอุ้งมือใหญ่โตของท่านประธานเข้าเสียก่อน
“เอ้า ไปกันได้แล้ว”
ท่านประธานเดินเอ้อระเหยผ่านเขาไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะสายตามาดาระมองเห็นรอบข้างมืดสนิท หูได้ยินเสียงอื้ออึง
ประธานอาคาชิ โคจิ หินผาไร้น้ำใจแห่งโรงเรียนลูกผู้ชายปีสองออกมาเก็บดอกไม้ !
โลกถึงกาลล่มสลายแล้ว !
——————–
“ยู่อี่จ๋า กลับมาแล้ว ทำแผลให้พวกเราหน่อยเถอะ” โทร่ามารุถลาเข้าห้องพยาบาลไปพร้อมเหล่าสหายปีหนึ่ง ไอ้แผลนั้นไม่เท่าไหร่หรอก แต่ความอยากอ้อนมีมากกว่า ทว่าเจ้าตัวก็ต้องชะงักกึก อ้าปากค้างเมื่อเด็กสาวเจ้าของห้องพยาบาลหันกลับมา
บนผิวหน้าขาวใสนั้นมีรอยเขียวช้ำขึ้นเป็นแนวยาวเห็นถนัดตา บริเวณขมับและใบหน้าซีกขวามีรอยครูดแดงเป็นจ้ำ ริมฝีปากที่เจ่อมาเล็กน้อยยังเห็นเป็นรอยแดงปริแตกดูน่าเจ็บแทน
“…ไปทำอะไรมาน่ะ…” โทร่ามารุช็อคจนลืมตลก
“ข้าตกต้นไม้น่ะค่ะ” เป็นคำตอบจากอีกฝ่ายทำท่าจะยิ้ม แต่ก็สะดุ้งแล้วขมวดคิ้ว ท่าทางแผลที่ริมฝีปากจะยังไม่หายดี
“ตกต้นไม้..?” ท่านประธานปีหนึ่งเดินแทรกเข้ามาในวง สายตาจับไปที่ข้อเท้าซ้ายที่ถูกห่อหุ้มแน่นอยู่ในผ้าพันแผล “คนตัวเบาอย่างเจ้าตกต้นไม้ได้ด้วยหรือ ยู่อี่”
“ไม่อย่างนั้นจะมีคำพังเพยว่าลิงยังตกต้นไม้เป็นหรือคะ” เด็กสาวเสหลบสายตา เลื่อนเก้าอี้ออกบังเท้าซ้ายเท้าซ้ายคล้ายไม่ได้ตั้งใจ “นั่งลงเถอะค่ะ จะให้ข้าดูแผลให้ไม่ใช่หรือ”
“ไม่ต้อง” เป็นคำสั่งอย่างเฉียบขาดจากท่านรองฯ ที่ยืนถมึงทึงอยู่แถวหลังสุด “ดูยังไงเจ้าก็เหมือนคนเจ็บกว่าเจ้าพวกนี้ไม่รู้กี่เท่า นั่งเฉยๆ ไปจนกว่าจะหาย ไม่งั้นข้าจะออกคำสั่งจำกัดสิทธิเข้าห้องพยาบาล !”
พูดจบ ท่านรองฯ ก็หันหลังกลับแล้วเลื่อนประตูปิดโครมเสียงสนั่นหวั่นไหว ทิ้งให้คนที่เหลือมองตามตาปริบๆ
“ก็ตามนั้นแหละ ยู่อี่” โทงาชิเออออ แม้จะนึกด่าความโหดของเพื่อนในใจ “ก่อนจะห่วงพวกเราก็หัดดูแลตัวเองบ้างเถอะ”
“แต่ว่า…” เด็กสาวค้านเสียงอ่อย ก่อนจะหยุดเมื่อโดนอีกฝ่ายเขกหัวเอาดังโป๊ก
“ไม่มีแต่” โทงาชิย้ำ ชายหนุ่ม(หน้าแก่)ทำท่าจะเทศนาต่อทว่าถูกเสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน จึงได้แต่หันไปยีหัวอีกฝ่ายเล่นก่อนจะโบกมืออำลา คนอื่นๆ ก็ล่าถอยไปเช่นเดียวกัน ทิ้งให้เธออยู่คนเดียวกับความเงียบสงัดของยามเช้า
ยู่อี่ถอนหายใจก่อนจะเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้ มือลูบแผลเล่นอย่างใจลอย มันแปล๊บขึ้นทุกครั้งที่นิ้วสัมผัส
…ก็ทำตัวเองนี่นา…
หยาดน้ำใสๆ ร้อนผ่าวร่วงเผาะจากขอบตารินไหลไปตามแก้มบาง
โรงเรียนลูกผู้ชาย Fanfiction (1)
June 23, 2011 at 8:42 am (Uncategorized)
(เซ็ทติ้ง)
เป็นเด็กสาวอายุ 15 ที่ติดสอยห้อยตามตาลุงหวังและร่ำเรียนวิชาแพทย์ของแกมาหลายปี ดูเหมือนว่าจะเกิดในตระกูลเซียนแห่งหุบเขาโรซันและหากสืบสายตระกูลต่อก็จะกลายเป็น “ธิดามังกร” และกลายเป็นมนุษย์กึ่งภูติประจำหุบเขา แต่ตระกูลเซียนนั้นล่มสลายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ตาลุงหวังเก็บเด็กหญิงคนนี้มาได้ตอนอายุ 6 ขวบ หะแรกจะเอาไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ให้ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ทำให้เปลี่ยนใจเก็บไว้เอง และเริ่มสนุกด้วยการสอนโน่นนี่นั่น เด็กหญิงเป็นเด็กดี หัวอ่อน มีธาตุดีเป็นทุนเดิม จึงสอนง่ายและไว แถมด้วยสายเลือดตระกูลเซียน ทำให้ดูเหมือนจะมีความสามารถในการ “ได้ยินเสียงของธรรมชาติ” จึงเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรเป็นพิเศษ อาจเกินหน้าลุงหวังไปด้วยซ้ำ ความสามารถนี้ยิ่งเข้าใกล้ถิ่นกำเนิดจะยิ่งรุนแรง
ยู่อี่
- เด็กสาวอายุ 15-16 ไม่รู้วันเกิดแน่ชัด
- Looks : ผมดำสนิทยาวถึงเอว ผิวขาวละเอียด ตัวเล็กบอบบาง ไม่ใช่คนสวยจัดจ้าน (ก็เด็กมันเพิ่ง 15..) สิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดในร่างก็เป็นดวงตาดำกลมโตแฝงแววเศร้าแบบที่เรียกว่าตาเนื้อทราย กับมือสวยที่มีนิ้วเรียวยาวแบบนักดนตรีล่ะมั้ง
- Personality : เพราะถูกเลี้ียงมาโดยลุงหวังซึ่งมีความฮาร์ดไม่เหมือนใคร รวมทั้งยังมีความเจ็บใจที่แม่นางชุ่นหลานที่ตัวเองหมายปองต้องทุำกข์ทรมานเกือบแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเพราะขนบธรรมเนียมประเพณี แกจึงเลี้ยงดูให้หนูยู่อี่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมากับตัวเอง ซึ่งถ้าเลี้ยงพลาดก็อาจกลายเป็นเด็กที่ self-center สุดๆ แต่หนูยู่อี่เป็นเด็กดีโดยสายเลือดจริงๆ (ย้ำอีกรอบ) ถึงจะโดนตาแก่เพี้ยนๆ แบบนั้นเลี้ยงมาก็ยังเป็นเด็กที่มีความอ่อนโยนของฤดูใบไม้ผลิ มีความเข้มแข็งและอบอุ่นเหมือนพระแม่ธรณี และเพราะเซนส์บางส่วนก็ทำให้ทัศนคติผิดเพี้ยนจากคนทั่วไปบ้าง ทั้งที่ตาลุงหวังชอบตัดเสื้อผ้าสวยน่ารักให้ใส่ แต่เจ้าตัวก็มักจะเกรงใจว่าจะเลอะมอมแมมตอนเที่ยวเดินป่าฝ่าเขา ก็เลยมักจะสมัครใจใส่เสื้อผ้าหลวมสบายเคลื่อนไหวง่ายมากกว่า หรืออีกทีก็เรียกว่ามีความสำนึกในความเป็นผู้หญิงต่ำมาก หรือเรียกว่าไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเพศเลยจะถูกกว่า เพราะงั้นถึงเป็นผู้หญิงคนเดียวท่ามกลางผู้ชายทั้งฝูงก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ…
- ความสามารถพิเศษ : ความสามารถด้านแพทย์จีน แม้จะยังไม่เทียบเท่าลุงหวัง แต่ที่เชี่ยวชาญยิ่งกว่าคือด้านสมุนไพร เนื่องจากแตกฉานเรื่องความสามารถของวัตถุดิบ ทำให้ทำอาหารอร่อยด้วย (เกี่ยว?) มีความสามารถด้านวรยุทธ์พอป้องกันตัวเองได้ เจ้าตัวเข้าใจว่านี่คือ “นิดๆ หน่อย” เพราะลุงหวังชอบพูดแบบนั้น หารู้ไม่ว่ามันเกินคนธรรมดาไปนานแล้ว ลุงหวังจึงวางใจปล่อยให้เดินทางคนเดียวได้
- จากเหตุการณ์สมัยเด็ก ทำให้เชื่อใจคนยาก หวาดระแวงคนนอก มีแต่ลุงหวังเท่านั้นที่เธอยอมรับโดยไร้เงื่อนไข (รองลงมาคือเพื่อนลุงหวัง) หวังต้าเล้งเองก็อยากให้เธอพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถึงได้จับโยนไปกลางฝูงชายเถื่อนแต่จริงใจเยี่ยงนี้
- ของที่ไม่ชอบ, ไม่ถนัด :คนใจร้าย, โตโด เฮียวเอย์
- นิสัยไม่ดี : หัวดื้ออย่างวายร้าย, ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล (ในบางที), ทำอะไรดูเหมือนไม่ค่อยจะรักชีวิตตัวเอง
- ของที่ชอบมาก :ของหวาน… แม้จะรู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ชอบมากๆ เลยนี่นา
- แม้จะรอนแรมไปในที่ต่างๆ กับลุงหวังมาเรื่อย แต่สถานที่ที่ชอบมากที่สุดก็ยังคงเป็นบ้านเกิดของตัวเอง
- ดูเหมือนจะมีความทรงจำในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลของตัวเองอย่างชัดเจน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับโตโด เฮียวเอย์ด้วย แต่นอกจากหวังต้าเล้งแล้วไม่มีใครรู้รายละเอียดเรื่องนี้
- ชอบลุงหวังมากและรู้ว่าลุงหวังอยากให้ตัวเองเติบโตเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข จึงพยายามฝืนลืมเรื่องราวในอดีตและชาติกำเนิดของตัวเอง แต่มันก็คงฟ้องออกทางแววตา ลุงหวังจึงตัดสินใจปล่อยให้เธอเลือกทางเดินของตัวเอง (แบบโหดๆ)
- กับลุงหวัง
หวังตาเล้งรักและเอ็นดูยู่อี่มากเหมือนหลานแท้ๆ เพราะเธอเป็นหลานสาวคนโต (และคนเดียว) ที่สืบสายตรงมาจากชุ่นหลาน อดีตคนรักของหวังต้าเล้ง แถมหน้ายังเหมือนชุ่นหลานยิ่งกว่าแม่ ทำให้ถึงแม้หวังต้าเล้งจะรับเธอเป็นศิษย์ ก็หักใจสอนวิทยายุทธ์ให้ไม่ค่อยจะได้ แต่อยากให้หนูโตมาเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาที่ได้แต่งงาน มีลูก มีความสุข
- ยู่อี่เป็นศิษย์คนสุดท้ายที่รับ นอกเหนือจากนั้น ก็มีศิษย์คนอื่นๆ อยู่อีก ดูเหมือนว่ายู่อี่ก็รักและคุ้นเคยกับศิษย์พี่เหล่านั้นเป็นอย่างดีด้วย (ความจริงกะจะจับคู่ยู่อี่กับลูกศิษย์ตัวเอง ?)
- ในวันเกิด (วันที่ทั้งสองเจอกัน) ครบรอบอายุ 16 ปี ลุงหวังก็จับหนูยู่อี่กรอกเหล้าจนพับหลับใหล พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เจอตัวเองอยู่ในเรือโดยสารไปญี่ปุ่นกลางทะเล พร้อมจดหมายสั้นๆ เขียนว่า “จงเดินทางไปยังโรงเรียนลูกผู้ชาย” เหน็บมาพร้อมแผนที่แบบโคตรคร่าว รูปถ่ายผอ.เอดะจิมะและกระดุมรูปดอกซากุระ เล่นเอาหนูยู่อี่แทบกรี๊ดออกมาดังๆ
การพบกันครั้งแรกกับพวกโรงเรียนลูกผู้ชาย
- ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย แต่คนที่เธอไปเจอเป็นคนแรกก็คือดาเตะ โอมิโตะที่นานๆ จะออกฉายเดี่่ยวกับเขาซักที เรื่องของเรื่องคือเฮียแกอารมณ์ครึ้มออกมาเดินเล่น + ซื้อเหล้า และยู่อี่ที่กำลังหลงทางก็แทบตาลุกจากกระดุมซากุระที่ปกคอเสื้อ แต่ด้วยความระแวงคนแปลกหน้าทำให้ตัดสินใจสะกดรอยตามไปเงียบๆ
ระดับเฮียดาเตะย่อมต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีใครสะกดรอย มิหนำซ้ำใครคนนั้นยังอวลไปด้วยกลิ่นอายน่าสงสัย (ยู่อี่กลัวมากเพราะเพิ่งจะเคยเดินทางคนเดียวเป็นครั้งแรก แถมอยู่ในประเทศที่สภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย ทำให้เธอเอาผ้ามาพันหัว้หู แถมมอมหน้าซะอย่างกับโฮมเลส แม้จะแสนโทรมจนดูไม่ออกว่าเป็นเด็กผู้หญิงแต่เจ้าตัวดีใจเพราะแต่งแบบนี้แล้วไม่สะดุดตาใคร) จึงตลบดักหน้าเพื่อซักถาม แต่เมื่อถามแล้วไม่ตอบแถมทำท่าจะหนีเอาดื้อๆ ดาเตะจึงลงมือโดยไม่รั้งรอ ผลที่ได้คือจากการหยั่งท่าทีไปสองสามกระบวนท่า เขาก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นคน “มีฝีมือ” จึงลงหนักแบบไม่ยั้ง ผลคือหนูยู่อี่โดนด้ามหอกฟาดอัดผนังไหล่หลุดแถมซ้ำจนสลบน็อคพื้น (ขอโทษนะหนู…)
เมื่อดาเตะไปสำรวจผู้ปองร้าย (คิดเอาเอง) ก็แทบช็อคที่เห็นอีกฝ่ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรจึงตัดสินใจแบกกลับมายังโรงเรียนแม้จะห่วงว่าเป็นกับดัก แต่เมื่อไปถึงโรงเรียนความก็กระจ่างทันทีเมื่อผอ.ออกมาบอกว่าหวังต้าเล้งเป็นคนฝากเด็กคนนี้มา…
เมื่อฟื้นขึ้น ยู่อี่ก็ตื่นตระหนกจนแทบจะกระโดดหน้าต่างหนี ดีแต่ผอ.ปรากฎตัวออกมาห้ามไว้ได้ทัน เมื่อบอกว่าเป็นเพื่อนของ “ลุงหวัง” ยู่อี่ก็เริ่มวางใจ และยอมเชื่อฟังไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทานข้าว จนเธอปรากฎตัวออกมาอีกครั้ง (ในชุดกี่เพ้าจีนที่ตาลุงหวังเตรียมเผื่อไว้ให้เป็นลัง) พวกโมโมะก็ถึงกับตะลึง
ผอ.เอดะจิมะไม่พูดอะไรมาก เชิญตัวแทนเด็กปีหนึ่งและยู่อี่มาพร้อมประกาศว่าเธอจะมาเป็นผู้ช่วยอาจารย์ห้องพยาบาลและคหกรรม ทุกคนก็ถึงกับตะลึง (อีกรอบ) โดยเฉพาะยู่อี่นั้นประท้วงทันที แต่ผอ.ก็ยื่นจดหมายที่หวังต้าเล้งฝากไว้ให้ ในนั้นไม่มีการเขียนอธิบายใดๆ นอกจากบอกให้ยู่อี่ทำงานอยู่ที่นี่จนกว่าจะพบหนทางของตัวเอง แถมไม่บอกด้วยว่าจะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อไหร่ เล่นเอาเด็กสาวแทบเป็นลม เธอไม่พูดอะไร แค่ขอตัวกลับไปยังห้องของตัวเอง เหล่าชายอกสามศอกได้แต่ลอบมองในห้อง เห็นสาวน้อยนั่งน้ำตาไหลเงียบๆ แถมปาดน้ำตาได้แต่แขนซ้าย ก็จุกอกกันไป แต่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงเหมือนกันเพราะไม่คุ้นเคยกับผุ้หญิง โดยเฉพาะดาเตะ ถึงไม่แสดงออกแต่ก็รู้สึกผิดเงียบๆ (แหงดิ่ จับผู้หญิงทุ่มจนแขนหักอ่ะ)
แม้จะเป็นคำสั่งจากลุงหวังที่รักและเคารพ สาวน้อยยู่อี่ก็ไม่อาจทนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าได้ (แถมการพบกันครั้งแรกยังแย่สุดๆ) แถมยังไม่เข้าใจที่ลุงหวังด้วย หมายความว่าไง หนทางของตัวเอง หนทางของหนูอยู่กับลุงหวังไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงรังเกียจหนู ทำไมถึงทิ้งหนูไปล่ะ น้ำตาไหลบ่าอยู่ในอก เมื่อไม่อยากอยู่ที่นี่ให้เป็นภาระของใคร (จะบ้าเหรอ อยู่ดีๆ บอกให้มาเป็นอาจารย์ของผู้ชายถึกๆ ควายๆ เป็นร้อย ใครจะไปทำได้) ยู่อี่จึงตัดสินใจบอกลาในวันรุ่งขึ้น โดยบอกว่าตัวเองไม่สามารถรับหน้าที่นี้ได้ ถ้าหวังต้าเล้งไม่ปรารถนาจะให้ตัวเองอยู่เป็นภาระ ก็จะขอกลับเมืองจีน ใช้ชีวิตเป็นหมอยาเดินทางไปเรื่อยๆ ผอ.เอดะจิมะฟังแล้วก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่บอกให้ดาเตะไปส่งที่ท่าเรือเพื่อเป็นการรับผิดชอบ ยู่อี่พยายามบ่ายเบี่ยงแต่ก็พ่ายแ้พ้ ทั้งสอง (โดยมีเดอะแก๊งค์คอยติดตามไปเงียบๆ) จึงเดินกันไปเงียบๆ
ทว่าเคราะห์หามยามร้าย ศัตรูของดาเตะ (ซึ่งมีอยู่ถ้วนหน้า) โผล่มาจ๊ะทั้งคู่พอดี ฝีมือระดับดาเตะนั้นหากจะขยี้เจ้าพวกนี้ก็พริบตาเดียว แต่ยู่อี่ถูกจับไว้เป็นตัวประกัน ทั้งคู่จึงถูกหิ้วไปพร้อมกัน
ดาเตะถูกทรมานต่างๆ นานา จนเด็กสาวสุดจะทนดูอยู่ได้ ได้แต่โวยวายว่าตัวเธอกับดาเตะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยจริงๆ แต่ดาเตะก็บอกว่าเกี่ยวสิ ถ้าผอ.ยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่ง เธอก็เท่ากับเป็นพรรคพวกคนหนึ่งของโรงเรียน ดังนั้นเขาจะไม่ทอดทิ้งเธอเด็ดขาด เล่นเอายู่อี่ถึงกับสะอึก จะอย่างไรก็ยากจะเชื่อว่าคนที่เพิ่งพบกันเมื่อวานจะปกป้องเธอเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือดจริงๆ
จากนั้นก็เป็นไปตามครรลอง (ฮา) เพื่อนทั้งแก๊งค์ฺแห่กันมาช่วยหนูยู่อี่ออกมาได้ ดาเตะก็ยำตีนพวกวายร้ายจนเละแต่จนถึงตอนนี้เฮียก็งอมพระรามพอดู ครั้นยู่อี่ที่รู้สึกผิดพยายามจะเข้าไปทำแผลให้ก็โดนเฮียสะบัดออกมาแถมไล่ให้ไปขึ้นเรือกลับ (ซึนอ่ะ) เด็กสาวไม่ยอมแพ้ ยึดแขนเสื้อดาเตะไว้แน่นแล้วบอกว่าตราบใดที่เธอเป็นคนดูแลห้องพยาบาลอยู่ที่นี่ เธอก็จะไม่ปล่อยให้พรรคพวกที่บาดเจ็บกลับไปทั้งๆ แบบนี้เด็ดขาด พวกโมโมะที่ได้ฟังคำพูดนี้ก็ถึงกับเฮ
ตั้งแต่วันนั้นมา ยู่อี่ก็กลายเป็นพวกเดียวกับนักเรียนปีหนึ่งแห่งโรงเรียนลูกผู้ชายอย่างเต็มใจ
กับพวกโรงเรียนลูกผู้ชาย
ผู้หญิงตัวคนเดียวก็เหมือนหมาป่าในฝูงลูกแกะ… อย่างงั้นเหรอ ?
ก็ไม่เชิง ยู่อี่หน้าตาน่ารักน่าชัง (น่ากิน) ใจดีกับทุกคน อ่อนหวานแต่เด็ดเดี่ยว ทำกับข้่าวอร่อย ใครเจ็บป่วยก็ดูแลเป็นอย่างดีเหมือนแม่ แถมยังเล่นขลุ่ยได้ไพเราะ ทำให้เธอกลายเป็น “ของสูง” ในใจทุกคนไปโดยอัติโนมัติ ถึงขนาดมีกฎห้ามว่า “ดูแต่ตามืออย่าต้อง จิตห้ามคิดอกุศล” ตัวยู่อี่เองแม้จะไร้เดียงสาเรื่องชายหญิงก็วางตัวดี ไม่เคยมีท่าทีชวนคิดชู้สาวกับใคร (ลุงหวังแกอบรมมาดีอ่ะ) แถมลุงเอดะจิมะแกก็ถูกกำชับไว้อย่างเด็ดขาดจากลุงหวังว่า “ห้ามให้เด็กของท่านมาทำให้ยู่อี่ที่น่ารักของข้าแปดเปื้อนเด็ดขาด” แถมลุงหวังยังดอดมาเตือน (ขู่) พวกโมโมะไว้อีกรอบว่าถ้าบังอาจแตะต้องยู่อี่แม้แต่นิดเดียวแกจะใช้ “พิษขันที” ทำให้ใครคนนั้นนกเขาขันไม่ขึ้นไปชั่วชีวี เท่านี้ก็หนาวกันถ้วนหน้า…
จะอย่างไรก็ดี ไม่ว่าใครจะขู่เข็ญอย่างไร ถ้าเลือดหนุ่มมันพลุ่งพล่านขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่มีอะไรเอาไว้อยู่ ดังนั้นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ยู่อี่อยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็คงเป็นเพราะเธอไม่เคยคิดกับอีกฝ่ายแบบเพศตรงข้าม มีแต่ความบริสุทธิ์ใจให้จริงๆ และพวกโมโมะเองก็เป็นคนดีและสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ไปหักหาญน้ำใจผู้หญิงด้วย
สถานภาพอื่นๆ
- เข้ามาช่วงหลังตระเวณล้างสี่ทิศ และก่อนไดอิชชินปาเรย์เซย์ฮะ
สถานภาพกับนักเรียนปีสอง
- เคยไล่ตามสมุนไพรหายากจนเผลอโดดข้ามไปเขตแดนรั้วปีสองโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็โดนรุ่นพี่อาคาอิชิสุดเข้มไล่ตะเพิดออกมา แต่ในอีกสองสามวันให้หลังไอ้เจ้าสมุนไพรที่ว่านั้นก็ข้ามรั้วมางอกอยู่ในเขตแดนปีหนึ่งได้อย่างน่ามหัศจรรย์ วันถัดมาพอรุ่นพี่อาคาอิชิมานั่ง ณ ที่นั่งใต้ต้นไม้ที่ประจำ ก็พบสุราไผ่เขียวชั้นดีวางไว้หนึ่งไหอย่างเป็นปริศนา (ว่าแต่ รู้ได้ไงว่าตูชอบเหล้ายี่ห้อนี้นะ…)
สถานภาพกับปีสาม
- เมื่อพวกโทร่ามารุแวะมาห้องพยาบาลหลังเลิกเรียนเพื่อชวนยู่อี่ออกไปเที่ยวข้างนอก (เป็นกิจกรรมที่ยู่อี่ชอบมาก) ก็พบกับห้องว่างวาย มีกระดาษโน้ตเขียนไว้สั้นๆ ว่า “รุ่นพี่จากิเชิญ เดี๋ยวกลับมานะคะ” เล่นเอาคนที่ได้อ่านแทบช็อค
แต่ก่อนที่จะเกิดเหตุปีหนึ่งบุกรั้วปีสาม ผอ.ก็มาแจ้งให้ทราบว่าจากิมาแจ้งให้ทราบก่อนแล้วว่าจะขอยืมตัวยู่อี่ไป
บางทีในยามที่ครึ้มอกครึ้มใจ ยู่อี่ก็จะมานั่งเป่าขลุ่ยอยู่ที่ระเบียงห้องตัวเอง ดูเหมือนว่าจากิจะโปรดปรานเสียงขลุ่ยนี้ เพราะอยู่ีดีๆ วันหนึ่งหลังเลิกเรียนก็มีเกี้ยวลึกลับมาวางตูมหน้าห้องพยาบาล พร้อมกับผู้ชายหน้าเหี้ยมสองคนออกมาเชิญยู่อี่ขึ้นเกี้ยวโดยบอกว่า “ท่านประธานปีสามเชิญไปบรรเลงเพลง” หนูยู่อี่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากกว่า “อ้อ รุ่นพี่ชวน” (พอไว้ใจแล้วการ์ดตกสนิท) จึงขึ้นเกี้ยวไปกับเขาอย่างง่ายดาย
เมื่อไปถึง ยู่อี่ถูกขอร้องให้บรรเลงเพลงจากในเกี้ยวโดยที่ไม่ต้องตลบม่านขึ้น เจ้าตัวไม่ได้แปลกใจอะไร (เพื่อนท่านลุงแปลกๆ กว่านี้มีเยอะ) จึงตั้งหน้าตั้งตาบรรเลงไปจนจบเพลง ทว่าก่อนกลับไข่มุกล้ำค่าก็ถูกยื่นมามอบให้เป็นสินน้ำใจ พร้อมกับคำขอสั้นๆ ว่า ถ้าสะดวก ก็ช่วยให้ย้ายที่บรรเลงจากระเบียงตะวันออกมาเป็นระเบียงใต้ด้วย (ฟังถนัดกว่าอ่ะ) ยู่อี่รับคำขอด้วยความยินดี แต่คืนไข่มุกกลับไป โดยบอกตามตรงว่าไม่คิดจะรับของมีค่าสูงแบบนี้จากพรรคพกร่วมสถาบัน จากิฟังแล้วพยักหน้าเงียบๆ แต่ทิ้งท้ายว่าหากลำบากขอให้มาหาเมื่อไหร่ก็ได้ หากอยู่ในอำนาจที่ช่วยได้ก็ยินดีจะช่วย ยู่อี่ยิ้มรับคำโดยไม่ได้คิดอะไรมากซักนิด ถึงจะมารู้ตัวจริงของประธานปีสามเอาเมื่อกลับมาแล้ว ตัวเองก็ยังรู้สึกแค่ว่า “โรงเรียนนี้คนเก่งๆ เยอะัจัง”
ดาเตะ โอมิโตะ
ประวัติ
- บุรุษผู้มีแผลเป็นสักหกหน้า อดีตประธานปีหนึ่งของโรงเรียนลูกผู้ชาย
- ได้รับการกล่าวขวัญว่า “เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในรอบสามร้อยปีของโรงเรียนลูกผู้ชาย”
- เมื่อก่อคดีฆ่าอาจารย์และสาบสูญไปก็กลายเป็นประธานของโคกักคุเร็นโก ผู้รวบรวมโรงเรียนไว้ใต้อำนาจถึง 99 แห่ง
- เป็นผู้นำของสามมารหมัดอันประกอบด้วย ฮิเอ็ง รายเด็น และเก็กโค
- เป็นอดีตเด็กกำพร้า
- ซึน
นิสัย
มีความเป็นผู้นำสูงมากมาตั้งแต่สมัยเด็ก มีความรับผิดชอบสูง พูดน้อย ดูโหดเหี้ยมไม่ปราณี แบ่งฝ่าย “คนนอก” และ “คนใน” ออกจากกันอย่างชัดเจน เป็นผู้นำที่เก่ง แต่ก็ต่างกับโมโมะที่จะไม่ยอมให้พรรคพวก “ล้ำเส้น” เข้ามาในอาณาเขตของตัวเอง ไม่ว่าจะสนิทสนทกันมากแค่ไหน ก็มักจะทิ้งระยะห่างหนึ่งก้าวตลอดเวลา (โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ตั้งใจ)
ประวัติ
ช่วงเวลาสามปีตั้งแต่โดนขับออกจากโรงเรียนลูกผู้ชายไปจนถึงเข้าเป็นประธานสมาพันธ์โคกักคุเร็นโก ไม่เป็นที่เปิดเผย (ไปเจอกับสามมารหมัด และกลายเป็นผู้นำได้อย่างไรด้วยเช่นกัน) แต่คิดว่าด้วยสถานะแบบนี้น่าจะผ่านผู้หญิงมาพอสมควร มีคนเอามาใส่พานถวายให้มั่ง ผู้หญิงถวายเองมั่ง น่าจะเคยมีความรักที่ไม่สมหวังกับผู้หญิงของฝ่ายศัตรูหรืออะไรเทือกๆ นั้นมาแล้ว (ไม่งั้นคงมองไม่ออกว่าจิโชเป็นผู้หญิง ทั้งๆ ที่ไม่ใครรู้เลย ดูแมนๆ อย่างงั้นจริงๆ แล้วก็รู้เรื่องผู้หญิงเยอะกว่าที่คาดสินะ)
คาดได้ว่าเสป็คเฮียคงชอบผู้หญิงแบบเป๊ะๆ เฉี่ยวๆ อารมณ์นมโต ขายาว หุ่นดี สะบึมส์ จับไปแล้วนุ่มนิ่มน่าหมั่นเขี้ยวหอมกรุ่นไปทั้งเนื้อทั้งตัว อารมณ์แบบเสต็กจานใหญ่แหงๆ เด็กผู้หญิงที่ยังไม่เป็นสาวเต็มตัว เนื้อตัวแบนราบแบบยู่อี่จึงไม่ได้อยู่ในความสนใจแม้ซักน้อยนิด (ดาเตะมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถอนใจ “นี่เรอะผู้หญิง” แล้วก็โดนยู่อี่ทุ่มฟักทองใส่ด้วยความโมโห “ดาเตะซังบ้าที่สุดเลย”)
แต่พอรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองเริ่มชินกับการมีตัวตนของยู่อี่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรสนิยมอันวิไลแม้จะเป็นนักเลง ทำให้ชักจะเคยตัวกับของดีๆ ที่ยู่อี่เอามาปรนเปรอ (โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะทำให้เท่าๆ กันทุกคน แต่เฮียแกติดใจเป็นพิเศษเอง) พอจะดื่มชาก็ต้องเป็นชาที่ยู่อี่ชง กินขนมที่ยู่อี่ทำ นอนเตียงที่ยู่อี่เป็นคนจัด (หมายถึงห้องพยาบาล)
แถมด้วยความที่มีสัญชาติญาณการปกป้องแบบผู้นำฝูงสูง และแม่หนูยู่อี่ก็เป็นคนที่่เข้าข่ายน่าปกป้องอย่างรุนแรงคนหนึ่ง (ไม่ใช่เด็กผู้หญิงอ่อนแอต้านทานแรงลมไม่ได้หรอกนะ แต่ก็…) พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าสายตามักจะไล่ตามเธอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
พอเห็นใครเข้ามาเกาะแกะเด็กสาว (ประกอบด้วยโทร่ามารุ โทงาชิเป็นหลัก หลังๆ จะมีเจ้าหนูฮาคุโอที่อยากอ้อนพี่สาวเพิ่มเข้ามาอีกคน) ก็นึกขวางหูขวางตาอยากถีบพวกมันไปไกลๆ แต่เนื่องจากเจ้าตัวไม่คุ้นเคยกับไอ้ความรู้สึกแปลกๆ เยี่ยงนี้ จึงสรุปและตีขลุมเอาเองว่าเป็นอาการ “หวงพรรคพวก” อย่างหนึ่ง ถึงอีกใจหนึ่ง (ที่มีเหตุผลมากกว่า) จะเถียงขาดใจว่า ทีกับรายเด็นหรือฮิเอ็งยังไม่เห็นรู้สึกอย่างนี้เลยนี่ (โว้ย)
เพิ่งจะมารู้ใจตัวเองแน่ชัดตอน..? แล้วก็เผชิญหน้ากับอุปสรรค (ซึ่งตัวเองสร้างเอง) ว่าคนที่อยู่ในสังคมเบื้องหลังอย่างตัวเองไม่สามารถที่จะทำให้ยู่อี่มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็นได้ (ไอ้ที่ควรจะเป็นนั่นก็ึความคิดเฮียเองทั้งหมดล่ะนะ)
* มีเอพิโซดที่ไปไล่ตามหามุกน้ำตามังกรที่ยู่อี่เคยพูดถึง (เป็นของต่างหน้าในความทรงจำของแม่) มาให้ แต่ด้วยความซึนเลยไม่ยอมมอบให้เจ้าตัวโดยตรง แต่ดันส่งไปให้ลุงหวังโดยไม่ลงนามแทน แค่เขียนสั้นๆ ว่า “ฝากให้จันทราของท่าน” ท่านลุงตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่งไปให้ช่างทำอัญมณีที่รู้จักกันทำเป็นปิ่นปักผม แต่ระดับลุงหวังแล้วมีหรือจะไม่ได้ยินเรื่องเจ้าหนุ่มแผลสักหกหน้าที่ไปอาละวาดงานประกวดจ้าวฝีมือจนราบเป็นหน้ากลอง แถมยังเมินเฉยรางวัลล้ำค่ามากมาย ฉวยเอามาแต่มุกมังกรแค่เม็ดเดียวก่อนจะเดินดุ่มๆ หายลับไป
ยู่อี่จะรู้หรือไม่ก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าเจ้าตัวชอบปิ่นอันนั้นมากและใช้มันติดตัวอยู่เสมอก็พอแล้วล่ะ
* เอพิโซดเด่นอีกตอนคือทั้งสองต้องสู้แบบแท็ค ที่เจ๋งคือเฮียดาเตะไม่ช่วยเลยยยย แค่กันให้เป็นการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งแบบแฟร์ๆ เท่านั้น ผลคือยู่อี่เอาชนะมาได้แบบเลือดโทรมกายปางตาย ทำเอาดาเตะโดนด่าระงมจากผองเพื่อนว่าเป็นไอ้ใจดำ แต่ยู่อี่ก็นึกขอบคุณดาเตะอยู่เงียบๆ การต่อสู้ในครั้งนั้นหมดจดทำให้เธอได้สะสางความรู้สึกของตัวเองไปด้วย
* เอพิโซดเมื่อลุงหวังสาบสูญไป มีแต่เก็งหยู เหยี่ยวส่งสารตัวโปรดที่บินมาหายู่อี่ในสภาพเป็นผ้าขี้ริ้ว เล่นเอาเด็กสาวน้ำตาร่วงแถมกระวนกระวายจนนั่งไม่ติด เวลาแบบนั้นคนที่กระทุ้งแรงๆ เตือนให้เธอได้สติก็คือดาเตะนี่เอง ถึงจะปากร้ายอย่างไร ถึงเวลาคับขัน คนที่เอาตัวเองเข้าแลกจนบาดเจ็บสาหัสก็คือรองประธานปีหนึ่งคนนี้
ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
(เดา) ดาเตะคงจะรู้ใจตัวเองก่อนยู่อี่ กลายเป็นเขาเฝ้ามองเธอมาตลอดสามปีเต็มโดยไม่ได้รุก (อย่างโจ่งแจ้ง) ซักนิด แต่ก็ไม่ยอมให้คนอื่นมาวุ่นวายกับเธอด้วยเช่นกัน เขารักยู่อี่ แต่ก็รู้ว่าวิถีชีวิตของตัวเองคงทำให้เธอมีความสุขไม่ได้ แต่ก็ยอมยกยู่อี่ให้ไปครองคู่กับคนที่ด้อยกว่าตัวเองไม่ได้เหมือนกัน (คอนโทรลฟรีคนี่หว่า) คนเดียวที่เขายอมรับก็คือโมโมะ ในสายตาคนอื่นๆ จึงเหมือนว่าดาเตะเฉยชาและเชียร์โมโมะอยู่อย่างเห็นได้ชัด (มิหนำซ้ำเฮียยังควงสาวขาวอึ๋มมาโชว์เป็นระยะๆ)
ส่วนยู่อี่ ความรู้สึกที่เธอมีให้ดาเตะนั้นเริ่มจากติดลบด้วยซ้ำ ก่อนจะเห็นว่าใต้ความเย็นชาเหมือนน้ำแข็งก้อนหนานั้นมีความอบอุ่นซ่อนอยู่ อย่างไรก็ดี แม้ประธานซึรุงิจะเพียรทำตัวเป็นสุภาพบุรุษและใจดีกับเธอเท่าใด ยู่อี่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าคนที่เข้าใจเธอมากที่สุดก็คือพี่ชายสักหกหน้าคนนี้นั่นเอง
ความรู้สึกนั้นมาชัดเจนตั้งแต่วันที่สู้ร่วมกัน ก่อนจะหมดสติไป เธอรู้สึกว่ามีอ้อมแขนมารับตัวเองไว้ ท่อนแขนแกร่งที่อบอุ่นชวนให้เป็นที่พึ่งพา ที่ไม่ใช่แขนของท่านลุงหวัง.. ยู่อี่ไม่เคยบอกใครเลยว่าเธอเก็บเศษคมหอกที่หักของดาเตะไว้ติดตัวต่างเครื่องราง (แต่ดาเตะก็ไม่เคยบอกใครเหมือนกัน ว่าตัวเองเก็บเสื้อนอกที่ให้ยู่อี่ยืมไปห่มตัวนั้นไว้ต่างหากไม่ยอมให้ใครแตะ เพราะงั้นคู่นี้พอกัน)
ยิ่งนานวันความรู้สึกนี้ก็ยิ่งลึกล้ำ แต่ยู่อี่ก็เก็บกดมันไว้ในส่วนลึกเพราะเข้าใจว่าเป็นรักข้างเดียว (แถมยังแอบจมกองน้ำตาทุกคืนที่ดาเตะควงสาวมาเย้ย) จนคืนก่อนที่จะจบการศึกษาและต้องอำลาจากกันนั้น เธอถึงได้เดินไปขอบคุณดาเตะสำหรับมุกน้ำตามังกร ดาเตะอึ้งไปที่เด็กสาวรู้ความจริง ยู่อี่ได้แต่ยิ้ม แล้วบอกว่านี่คงเป็นช่วงสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะงั้นเธอจะบอกสิ่งที่ค้างคาใจให้หมด ก่อนจะสารภาพความในใจของตัวเองออกมาทั้งน้ำตา เด็กสาวหันหลังวิ่งหนีทันทีที่พูดจบ แต่ถูกคว้าตัวไว้ได้ทันจนล้มลงในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ความรู้สึกของเด็กสาวที่ไม่เคยมีรักแรกปั่นป่วนจนแทบระเบิด ได้แต่ระล่ำระลักขอร้องให้อีกฝ่ายอย่าพูดอะไร แล้วก็อย่ามองหน้าเธอด้วย สุดท้ายเลยได้แต่ซบหน้าร้องไห้กับแขนเสื้อของดาเตะเงียบๆ ดาเตะเองก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กอดร่างคนในดวงใจของตัวเองไว้แน่นพลางลูบเส้นผมดำขลับนุ่มนิ่ม สูดกลิ่นกายหอมกรุ่นอย่างที่ปรารถนามานาน ก่อนเจ้าตัวจะผละหายไปในความมืด
ในวันจบการศึกษาใต้ต้นซากุระที่ผลิบาน ดาเตะคว้าตัวเด็กสาวเข้ามากอดไว้แน่นต่อหน้าทุกคน (และลุงหวังด้วย) พลางกระซิบบอกให้รอเขาอีกซักนิด อีกปีหนึ่ง ถ้าใจยู่อี่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ขอให้กลับมาพบเขาใต้ซากุระต้นนี้่ ยู่อี่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้า ก่อนจะโดนลุงหวังดึงออกมาจนตัวปลิวท่ามกลางเสียงปรบมือยินดีของเพื่อนฝูงทั้งโรงเรียน
ประวัติ
โตโก โซจิจับตามองผ่านบานกระจกใสไปยังร่างที่ยังหลับใหล เตียงขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบพื่อรองรับชายชาตินักรบเป็นหลักยิ่งข่มให้ร่างนั้นดูเล็กจ้อยร่อย ดวงหน้าที่ถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มผมสีดำสนิทซีดขาวแทบจะกลืนไปกับผ้าปูที่นอน
ดอกลิลี่ขาวที่บอบช้ำ…
โตโกไม่เคยสนใจในมวลดอกไม้ใดๆ ทว่าคำนี้ก็แวบเข้ามาในศีรษะของเขา เมื่อทอดสายตามองเด็กสาวคนนั้น
“คุณชาย”
ชายร่างอ้วนสวมเสื้อผ้าแบบจีนโบราณก้าวออกจากห้องตรวจ แม้ไม่มีเค้าลางแต่ไม่มีผู้ใดในเกาะเมโอจะไม่ประจักษ์ วิชาแพทย์ของซินแซหยูอันเลิศล้ำในต่ำใต้
“แม่นางน้อยได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่นับว่าโชคยังดี บาดแผลไม่ถึงชีวิต เพียงแต่ยังเป็นห่วงผลกระทบกระเทือนจากแผลที่ศีรษะ หากนางฟื้นขึ้นคงต้องลองสอบถามอาการอีกครั้ง” นายแพทย์หยูกล่าวอย่างยิ้มแย้มอันเป็นสีหน้าประจำตัว
โตกผงกศีรษะรับเป็นเชิงทราบ ด้วยศักดิ์ศรีของนายน้อยจ้าวเกาะเมโอ ทำให้เขาไม่ต้องกล่าวคำขอบคุณกับผู้ใด
“ข้าจัดคนคอยเฝ้านางอย่างใกล้ชิดแล้ว หากนางฟื้นเมื่อไหร่จะรีบรายงานให้คุณชายทราบ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” นายแพทย์เสริมเมื่อเห็นนายน้อยของตนยังไม่มีทีท่าจะขยับแต่อย่างใด
“นายน้อย” ผงกศีรษะเป็นเชิงรัีบทราบ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นเป็นครั้งแรก
“นายแพทย์หยู ข้าทราบว่าไม่มีสิทธิขอร้่องท่าน” เขาชะงักชั่วครู่ ก่อนต่อคำ “แต่เรื่องแม่นางผู้นี้ ขอให้รู้เพียงระหว่างเรา ได้หรือไม่”
นายแพทย์หยูมองหน้านายน้อยที่ตนรับใช้มาเนิ่นนาน วาจานั้นแม้สุภาพ แต่มือก็กอดอกนิ่ง ดวงตาเฉยชาไม่ปรากฎทั้งแววอ้อนวอนหรือข่มขู่ ดวงตาที่ไม่น่าเป็นของเด็กอายุไม่ถึง 20…
นายแพทย์ค้อมศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมดอกเลาอย่างนอบน้อม ก่อนหันหลังจากไป เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับความสัมพันธ์ของศิษย์อาจารย์…หรือนายบ่าวที่ดำเนินมาเกือบเทียบเท่าอายุของนายน้อย
โตโกตวัดสายตากลับไปมองร่างบนเตียงอีกครั้ง เด็กสาวที่เหมือนดอกลิลลี่สีขาว… เด็กสาวอันเป็นเหมือนดวงใจของฝ่ายศัตรู…
———-
เมื่อแรกที่ดวงหน้านั้นปรากฎในมอนิเตอร์ โตโกไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ พอๆ กับที่ไม่เห็นทีมหน้าใหม่อย่างพวกโรงเรียนลูกผู้ชายอยู่ในสายตานั่นแหละ การมีผู้หญิงปะปนมากับกลุ่มชายอกสามศอกไม่ใช่เรื่องแปลก บางนางก็เป็นนักสู้ที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกเขา บางนางก็เป็นนางคณิกาที่เหล่านักสู้เจ้าสำราญซื้อตัวมาแก้เหงาในยามค่ำคืนอันเงียบเหงายาวนาน
แต่ยิ่งกลุ่มโรงเรียนลูกผู้ชายคืบหน้าเข้ามาในรอบลึก ดวงหน้านั้นก็ยิ่งคาใจเขาอย่างพูดไม่ถูก ดูเหมือนเด็กสาวคนนี้จะไม่เข้าข่ายข้างต้นทั้งสองแบบ ดูจากท่าทีแล้ว ดูเหมือนเธอจะทำหน้าที่พยาบาลอยู่ในกลุ่ม ตัวเล็กนิดเดียว อายุก็คงน้อยกว่านายแพทย์หยูไม่รู้กี่รอบ แต่รั้งชีวิตเจ้าพวกเดนตายนี้ไว้ได้เกือบครบ ฝีมือก็คงมีอยู่บ้างกระมัง
นายน้อยแห่งเกาะเมโอไม่รู้ว่าอะไรทำให้เด็กสาวร่างเล็กนี้ตรึงใจเขาอย่างประหลาด ไม่หรอก ไม่ใช่เพราะความงามเป็นแน่ แม้จะไม่ขี้เหร่ แต่ดวงหน้านั้นก็เรียบเกินกว่าจะเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติของสาวงาม เสื้อผ้าแบบเด็กผู้ชายหลวมโคร่กที่สวมอยู่ก็ปิดบังรูปทรงเสียจนไม่มีอะไรน่ามอง
——-
ร่างที่เมื่อครู่ยังหลับสนิทราวเจ้าหญิงนิทรานั้น บัดนี้กระถดตัวหนีไปขดกลมอยู่ที่หัวเตียง ผ้าพันแผลหลุดรุ่ย เส้นผมรุงรังสยายลงมาปิดหน้าปิดตา ดวงตากลมโตนั้นเบิกกว้างอย่างหวาดระแวง มือจิกผ้าปูที่นอนแน่น ท่าทางนั้นเปลี่ยนจากอย่างฉับพลันและรุนแรง ราวกับมนุษย์เป็นสัตว์ป่า เมื่อใครพยายามจะเข้าไป ร่างนั้นก็ยิ่งถอยหนีไปจนติดมุมแถมส่งเสียงขู่คำรามที่ไม่เหมือนเสียงมนุษย์ออกมา หากนี่เป็นคนไข้ทั่วไปก็คงกลุ้มรุมถูกจับแขนขาจับขาล็อกกับเตียงแบบคนไข้โรคประสาทไปแล้ว แต่พนักงานที่นี่คงถูกอาจารย์หยู่กำชับมาอย่างเข้มงวดว่านี่เป็น “คนไข้พิเศษของท่านโซจิ” ท้ายที่แล้วจึงไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรดีื ได้แต่คุมเชิงกันไปมาทั้งสองฝ่ายเช่นนี้
ตกใจที่ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูงั้นหรือ หรือว่า….
“คุณโตโก” นางพยาบาลในห้องนั้นเรียกเขา น้ำเสียงโล่งใจจนเห็นได้ชัด
สตาฟฟ์อื่นๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นเขา ทุกคนจึงเริ่มถอยห่าง หันมาจับตามมองเขาเป็นจุดเดียว หวังจะให้เขาเป็นผู้หาทางออกให้สถานการณ์เช่นนี้
ดูเหมือนเด็กสาวก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น สายตาเปลี่ยนจากการมองกวาดไปทั่วๆ อย่างหวาดระแวงเป็นจับตามองมาทางเขา เนื้อตัวยังสั่นระริก
ชายหนุ่มลอบถอนใจ นึกด่าตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบลากตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้ แต่จะอย่างไร เขาก็ต้องควบคุมสถานการณ์เอาไว้..
“ไม่ต้องห่วง” เขายื่นมือออกไป “ไม่ทำอะไรหรอกน่า” พูดออกไปแล้วก็แทบจะกัดลิ้นตัวเอง นี่เขาคงเห็นอีกฝ่ายเป็นแมวเถื่อนตื่นคนไปแล้วจริงๆ
ทว่าหลังนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ริมฝีปากที่เม้มแน่นของฝ่ายตรงข้ามก็คลายออก คำพูดแผ่วแทบไม่ได้ยินหลุดจากปาก
“คุณ….เป็นใคร….”
โตโกชะงัก แม้ไม่เคยเจอหน้ากันตัวต่อตัว แต่เขาก็มั่นใจว่าการที่ตัวเอังปรากฎตัวต่อหน้าพวกโรงเรียนผู้ชายในครั้งก่อนนั้นอิมแพคต์แรงพอดู เขายังจำได้ว่าเจ้าพวกนั้นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเพียงใด และดวงหน้าอ่อนเยาว์นี้ได้เงยหน้ามองเขาด้วย
ทดลองเขียน (9)
April 2, 2011 at 1:15 am (Uncategorized)
ในทุกอนูอากาศดูเหมือนจะถูกเืจือด้วยไออุ่นของแสงแดดฤดูร้อน ส่งประกายเหลืองอมทองสดใสอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม กลิ่นเขียวสะอาดของต้นสนที่ลอยมาตามลมโชยชวนให้คิดถึงความมีชีวิตชีวาของป่า
เป็นวันที่เหมาะกับการซักผ้าอะไรอย่างนี้ !
ประโยคสั้นๆ นั้นเป็นเหตุผลให้้หญิงสาวออกมาก้มๆ เงยๆ เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ใต้ท้องฟ้าสีสดตั้งแต่เช้า เธอหอบผ้าปริมาณมหาศาลตั้งแต่ ผ้าปูเตียง ปลอกหนอน ผ้าม่าน มาลงเครื่องซักผ้าหมดสิ้น
วาคานะสะบัดเส้นผมที่ถูกถัำกไว้เป็นเปียยาวดำขลับไปด้านหลัง แม้สายลมจะโชยมาไม่ขาดสาย เสื้อผ้าฝ้ายแขนกุดที่สวมอยู่ก็ยังชื้นเหงื่อจนแนบแผ่นหลัง แต่ความรู้สึกของหญิงสาวก็ยังสดชื่นราวเพิ่งขึ้นจากอ่างอาบน้ำ
เธอปลดผ้าจากตัวหนีบ ดึงมันลงมาเต็มอ้อมแขนพลางซุกหน้าลงในกองผ้าอุ่น สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
…กลิ่นดวงอาทิตย์เนี่ยห้อมหอม…
ไม่รู้เป็นเพราะล้มป่วยจากพิษมารหยินก่าซึ่งเป็นธาตุเย็นไปนานหรืออย่างไร บัดนี้เมื่อพิษถูกขับออกจากกาย เธอจึงโหยหาแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นธาตุหยาง (ร้อน) อย่างมากมาย ซารูบ้าเคยสันนิษฐานไว้เช่นนั้นเมื่อ พร้อมกับบรรยายถึงทฤษฎีว่าด้วยเบญจธาตุอันแสนจะสลับซับซ้อน วาคานะฟังเข้าใจบ้างไม่ค่อยเข้าใจบ้าง แต่หญิงสาวก็ตัดสินใจว่าเรื่องนั้นคงไม่เกี่ยวกับตัวเธอเท่าไหร่หรอก ก็เธอไม่เคยเกลียดแสงอาทิตย์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา
“เอาล่ะ อีกนิดเดียว”
มือเอื้อมไปยังผ้าผืนสุดท้าย มันเป็นผ้าเช็ดหน้าสีม่วงอ่อนขลิบลูกไม้เนื้อดี ปักชื่อย่อของเธอซึ่งได้เป็นของขวัญวันเกิดจากคุณปู่มาทั้งโหล
ทว่าในตอนนั้น วาคานะก็รู้สึกว่าวูบจนเกือบเซล้ม ลมพายุฤดูร้อนกรรโชกมาวูบหนึ่งนั่นเอง ทว่าเมื่อตั้งตัวได้ ผ้าเช็ดหน้าีสีม่วงอ่อนก็ไม่ได้ห้อยต่องแต่งอยู่บนราวเชือกอีกต่อไป ทว่ากลับไปแซมอยู่ในคาคบชอุ่มใบของต้นไม้สูงใหญ่ข้างๆ ทิ้งให้หญิงสาวเงยหน้ามองหาจนคอตั้ง
…จะไปหาไม้หรืออะไรมาเขี่ยให้หลุดก็คงพอได้หรอกนะ แต่ว่า…
นานแล้วที่ไม่ได้มายืนมองต้นไม้ใหญ่อย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้ ความรู้สึกนี้เตือนให้เธอหวนระลึกถึงวัยเยาว์ที่ส่วนสูงยังเพียงแค่เอวของทุกวันนี้ ต้นไม้ใหญ่ล้วนดูน่าเกรงขาม แต่ก็เหมือนเรียกร้องให้เธอเอาชนะด้วยเช่นกัน
ผิดกับท่าทางเรียบร้อย ตากลมแป๋วใสซื่อกับผิวขาวละเอียด วาคานะเป็นเด็กหญิงที่ซุกซนไม่น้อย และคุณปู่เองก็ไม่เคยกรี๊ดกร๊าดเวลาเธอแขนขาถลอกปอกเปิกกลับบ้านเหมือนกับพ่อแม่ช่างวิตกจริตของเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย
“เด็กๆ เป็นลูกหลานของธรรมชาติน่ะ เจ็บนิดเจ็บหน่อยก็ไม่ถึงตายหรอกน่า” ท่านว่าพลางทำตาเป็นประกายยิบๆ อย่างที่ชอบทำเป็นปกติ
ด้วยเหตุนี้ ไม้ใหญ่แถวบ้านจึงถูกเด็กหญิงวาคานะ “เอาชนะ” มาหมดสิ้น (แม้จะมีบางครั้งที่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปด้วยการลงมานอนจุกแอ้กๆ ที่พื้นก็ตาม) เด็กหญิงตัวเบา กำลังข้อแขนและขาแข็งแรงจากการฝึกไวโอลินเป็นเวลานาน จึงส่งตัวเองจากแต่ละกิ่งได้ว่องไว
เธอโปรดปรานการมองลงมาจากยอดไม้สูง ได้แนบแก้มกับเปลือกไม้สากพลางมองดูดวงตะวันยามสนธยาสีแดงก่ำหายลับลงขอบฟ้าโดยไม่มีอะไรบดบัง
…เอาซักรอบดีไหมน้า…
รองเท้าแตะถูกสลัดทิ้ง มือเอื้อมไปยังกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำที่สุด…
“ได้แล้ว”
อีกสิบนาทีต่อมา หญิงสาวก็เปล่งเสียงร้องแห่งชัยชนะ เมื่อนิ้วเรียวเกี่ยวเอาผืนผ้าสีม่วงอ่อนเข้ามาได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งที่เขย่งตัวเต็มที่จนเหลือเพียงปลายนิ้วเท้าสัมผัสกิ่งก้าน มือเอื้อมสุดแขน แต่อารามดีใจ ทำให้วาคานะลืมไปว่าตัวเองอยู่ในท่าที่หมิ่นเหม่เพียงใด เพียงผ่อนแรงนิดเดียว ตัวเธอก็สูญเสียการทรงตัว เท้าลื่นหลุดจากกิ่งไม้ที่ยึดติด หลุดร่วงลงสู่เบื้องล่างทันที
หญิงสาวหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกจากพื้นเบื้องล่าง
ทว่ากลับมีอะไรบางอย่างพรวดมารับเธอไว้อย่างเหมาะเจาะ จนรู้สึกเหมือนลูกนกตกปุ๊ลงไปในรังที่ขนาดพอดีกับตัวเอง
วาคานะรู้ว่านั่นเป็นอะไรก่อนจะลืมตาขึ้นเสียอีก
“คุณโคกะ”
เธอร้องเมื่อเห็นใบหน้าคมเข้มของบุรุษที่คุ้นเคยลอยอยู่ใกล้ชิด ถ้าไม่ติดว่าแขนขาถูกรัดไว้แน่น เธอคงโผเข้ากอดเขาด้วยควา้มยินดีไปแล้ว ทว่าเขากลับจ้องเธอด้วยสีหน้าถมึงทึง
“ให้ตายเถอะ วาคานะ” โคกะตวาด “เจ็บจากฮอเร่อร์ยังไม่พอ ยังคิดจะหาเรื่องใส่ตัวอีกหรือไง”
วาคานะหน้าสลดทันตา ก็จริงอย่างที่โคกะพูด ถึงไม่ได้ตั้งใจ การณ์ก็กลับกลายเป็นว่าเธอต้องทำให้โคกะลำบากอีกจนได้…
“ขอโทษค่ะ…” หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิด
ความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง วาคา้นะได้แต่ขยับตัวอย่างอึดอัดอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าสภาพตัวเองในตอนนี้ไม่น่าดูเพียงไร หน้าตามอมแมม เนื้อตัวโซมเหงื่อ หนำซ้ำผมเผ้ายังโดนกิ่งไม้เกี่ยวจนยุ่งเหยิง
“คุณโคกะคะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว ปล่อยฉันลงเถอะค่ะ”
“ไม่ปล่อย”
คำปฎิเสธสั้นๆ ทำให้วาคานะเงยหน้าควับขึ้นมองหน้าชายหนุ่ม ทว่าอีกฝ่ายยังตีหน้าเฉยเมย ไม่มีแววล้อเล่น หญิงสาวพยายามปลดมือที่เกาะกุมหัวไหล่เธออยู่ จนใจว่ามืออีกฝ่ายแข็งราวคีมเหล็ก ง้างอย่างไรก็ไม่ไป เมื่อเธอดิ้นแรงขึ้นอย่างจะอาละวาด ชายหนุ่ม